posttoday
‘Sell in May and go away’ มีโอกาสเกิดปีนี้

‘Sell in May and go away’ มีโอกาสเกิดปีนี้

03 พฤษภาคม 2559

ประโยคนี้ดังขึ้นอีกครั้งเมื่อก้าวเข้าสู่เดือน พ.ค. โดยสื่อนัยว่าจงขายหุ้นในเดือน พ.ค. แล้วอยู่ห่างๆ ตลาดหุ้นสักพัก

ประโยคนี้ดังขึ้นอีกครั้งเมื่อก้าวเข้าสู่เดือน พ.ค. โดยสื่อนัยว่าจงขายหุ้นในเดือน พ.ค. แล้วอยู่ห่างๆ ตลาดหุ้นสักพัก

มีการศึกษาทางวิชาการพบว่า การลงทุนในตลาดหุ้นหลายแห่งในช่วงเดือน พ.ค.-พ.ย. จะให้ผลตอบแทนด้อยกว่าการลงทุนในช่วงเดือน ธ.ค.-เม.ย. อย่างมีนัยสำคัญ

บ้างก็อธิบายว่า เมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงซัมเมอร์ของตลาดนั้นๆ นักลงทุนจะขายทำกำไรก่อนจะหยุดเที่ยวยาว อย่างไรก็ดีในหลายประเทศซัมเมอร์ไม่ได้เริ่มในเดือน พ.ค. แต่ยังคงมีปรากฏการณ์ Sell in May คำอธิบายนี้ จึงไม่อาจใช้ได้กับทุกๆ ตลาด

ในทางกลับกันหลายๆ ตลาดหุ้นไม่มีปรากฏการณ์ Sell in May

กรณีตลาดหุ้นไทย หากพิจารณาสถิติ 10 ปีที่ผ่านมา จะพบว่า SET มีโอกาสพักฐานสูงถึง 60% ในเดือน พ.ค. และ พ.ค. ยังเป็นเดือนที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ -0.9% (ตัดปีที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดและต่ำสุดออกจากการคำนวณค่าเฉลี่ย)

ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ของธนชาต ประเมินว่า ปีนี้มีโอกาสเกิดปรากฏการณ์ Sell in May ในบ้านเรา เนื่องจากประการแรก SET ปรับสูงขึ้นเกือบ 10% ตั้งแต่ต้นปีและเป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเด่นสุดในกลุ่ม TIP (ไทย อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์)

ประการที่ 2 สถิติย้อนหลัง 10 ปีที่ผ่านมา มีถึง 9 ใน 10 ปีที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าในเดือน พ.ค. ปีนี้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาก เมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา สวนทางกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ จึงมีโอกาสไม่น้อยที่จะกลับมาอ่อนค่า หากจริงจะยืนยันสัญญาณเงินทุนไหลออก ซึ่งจะกดดันตลาดหุ้นอีกทางหนึ่ง

ประการที่ 3 การประมูลคลื่น 4จี ในปลายเดือน พ.ค.นี้ จะเป็นปัจจัยกดดันหุ้นสื่อสารขนาดใหญ่อย่าง ADVANC และ INTUCH

นอกจากนั้น ผมยังมองว่า หลังรายงานงบไตรมาสแรกจบลงในกลางเดือน พ.ค. จะตามมาด้วยการปรับลดมากกว่าปรับขึ้น ประมาณการกำไรของ บจ.และราคาหุ้นเป้าหมาย เนื่องจากกิจการส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจทั้งไทย-เทศที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่ประเมินไว้

แม้จะมีมุมมองว่าอาจเกิดปรากฏการณ์ Sell in May แต่สถิติในอดีตชี้ว่า หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล โรงแรม ค้าปลีก รวมถึงกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์มีโอกาสสูงถึง 70-80% ที่จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกในเดือน พ.ค.

การปรับฐานของตลาดหุ้นหากดังราคาหุ้นเหล่านี้ลงมาจึงเป็นโอกาสซื้อ โดยเฉพาะ BH BDMS MINT CENTEL CPALL ROBINS CPNRF

ขณะที่หุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ธนาคาร อิเล็กทรอนิกส์ ขนส่ง พลังงานและอสังหาริมทรัพย์มีโอกาสถึง 70-80% ที่ให้ผลตอบแทนเป็นลบในเดือน พ.ค. การลงทุนในหุ้นกลุ่มเหล่านี้ จึงอาจดึงจังหวะซื้อช่วงย่อตัวเท่านั้น

แม้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสพักฐานในเดือน พ.ค. แต่มองความเสี่ยงด้านล่างจำกัดอยู่ที่ 1,360 จุด และยังมองเป้าหมายปลายปีที่ 1,550 จุด เนื่องจากประการแรกบอนด์ยิลด์ยังทรงตัวในระดับต่ำต่อไป ส่งผลให้กระแสเงินทุนพร้อมวกกลับเข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเมื่อราคาถูกลง ประการที่ 2 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มกระเตื้องขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นไป ประการที่ 3 คาดว่า ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านการทำประชามติในเดือน ส.ค. ซึ่งจะเปิดทางไปสู่การเลือกตั้งในปีหน้า

สรุปว่า ปีนี้มีโอกาสเกิดปรากฏการณ์ Sell in May แต่มองว่าความเสี่ยงด้านล่างจำกัดอยู่ที่ 1,360 จุด และหากเกิดจริงมองเป็นโอกาสลงทุน

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล