
ข้อคิดดีๆ จากญี่ปุ่น
ช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ที่เพึ่งผ่านพ้นไปดิฉันได้มีโอกาสไปดูงานบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ญี่ปุ่นมา วงการอสังหาฯ ที่ญี่ปุ่นมีจุดน่าสนใจหลายอย่างที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟัง หลายเรื่องก็เป็นข้อคิดที่ดีที่น่าลองนำมาปรับใช้ที่ประเทศไทยได้
ช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ที่เพึ่งผ่านพ้นไปดิฉันได้มีโอกาสไปดูงานบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ญี่ปุ่นมา วงการอสังหาฯ ที่ญี่ปุ่นมีจุดน่าสนใจหลายอย่างที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟัง หลายเรื่องก็เป็นข้อคิดที่ดีที่น่าลองนำมาปรับใช้ที่ประเทศไทยได้
ปกติแล้วเวลาเราจะพัฒนาโครงการสักโครงการหนึ่งนั้น สิ่งแรกที่ต้องดูเป็นพื้นฐานก็คือ เรื่องของทำเลที่ตั้งของโครงการว่ามีความน่าสนใจขนาดไหน ตลาดมีความต้องการหรือเปล่า นอกจากนั้นแล้วต้องดูระดับราคาของโครงการที่เราทำออกไปว่าจะตรงกับความต้องการของตลาดหรือเปล่า ถ้าทำเลดีและราคาเหมาะสมโครงการก็มีโอกาสเกิด
แต่ทริปไปที่ประเทศญี่ปุ่นงวดนี้เท่าที่ดิฉันลองสัมผัสดู ผู้ประกอบการที่นี่ก็จะมีจุดเน้นที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยหลายอย่างแตกต่างจากบ้านเรา ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และสภาพทางสังคมที่ต่างจากบ้านเรา ทำให้รายละเอียดในการพัฒนาโครงการแตกต่างจากเราไปด้วย ซึ่งเมื่อประมวลภาพกว้างๆ ของผู้ประกอบการที่นี่จะเห็นรายละเอียดที่เป็นจุดเน้นหลักๆ อยู่ 4 ข้อด้วยกัน
ข้อแรกที่เด่นชัดที่สุดเลยก็คือ การทำบ้านที่ญี่ปุ่นนั้นจะเน้นเรื่องการมี Earthquake Resistance หรือการเป็นบ้านที่มีความสามารถในการ “ต้านทานแผ่นดินไหว” เหตุผลก็เนื่องมาจากว่าสภาพทางภูมิศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นนั้นตั้งอยู่บนเขตที่เกิดแผ่นดินไหวอยู่เป็นปกติ และผู้คนที่นี่ตั้งแต่สมัยโบราณก็ต้องเรียนรู้วิธีที่จะอยู่ร่วมกับแผ่นดินไหวที่เกิดได้เรื่อยๆ ดังนั้นบ้านเรือนและอาคารต่างๆ ในญี่ปุ่นจึงถูกออกแบบให้สามารถทนทานต่อเหตุแผ่นดินไหว ในบ้านเราเองอาคารสูงต่างๆ ในกรุงเทพฯ ก็มีการออกแบบให้ป้องกันตัวเองจากแผ่นดินระดับหนึ่งเช่นเดียวกันตามมาตรฐานที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพียงแต่อาจจะไม่เน้นมากแบบที่ญี่ปุ่นเท่านั้นเอง
เรื่องที่ 2 การพัฒนาโครงการที่ญี่ปุ่นจะเน้นมากคือเรื่องของการ “ประหยัดพลังงาน” เนื่องด้วยสภาพที่ญี่ปุ่นเองไม่มีทรัพยากรเป็นของตัวเองมากนักและต้องนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมดจากต่างประเทศ ทำการออกแบบบ้านที่ประหยัดพลังงานได้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยบ้านแต่ละหลังที่นั่นจะมีการติด Solar Rooftop กันเป็นปกติ เนื่องจากต้นทุนค่าไฟที่แพงมากทำให้การติด Solar Rooftop เป็นที่นิยมมาก มีผู้ผลิตหลายเจ้าเข้ามาแข่งขันในตลาด และแต่ละบ้านก็มีการติดตั้งแบตเตอรี่ไว้สำหรับกักเก็บไฟไว้ใช้ช่วงกลางคืน โดยในจุดนี้ประเทศไทยเราเองก็กำลังค่อยๆ เดินตามญี่ปุ่นมาทางด้านนี้ด้วยเช่นกัน จากกระแสเรื่องการประหยัดพลังงานและนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน
เรื่องที่ 3 ที่เป็นจุดเด่นของโครงการอสังหาฯ ที่ญี่ปุ่นก็คือ การใส่ใจกับสังคมผู้สูงอายุ ปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวแล้ว จากประชากรสูงวัยที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นแถมมีอายุยืนยาวขึ้นด้วย การออกแบบบ้านที่นี่จึงต้องใส่ใจรายละเอียดที่ตอบสนองการใช้ชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุด้วย ซึ่งที่นั่นไม่ได้คิดแค่ว่าพื้นบ้านต้องไม่ลื่นหรือมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเท่านั้น แต่เขายังคิดเชื่อมโยงไปถึงการช่วยให้เจ้าของบ้านมีรายได้ยามเกษียณ ซึ่งรายได้นั้นก็มาจากการขายไฟที่ผลิตได้จาก Solar Rooftop คืนให้รัฐนั่นเอง
เรื่องสุดท้ายที่ญี่ปุ่นใส่ใจมากก็คือ การสร้างบ้านที่ส่งเสริม “สุขภาพ” ของผู้อยู่อาศัย เนื่องจากกลุ่มผู้สูงอายุเป็นลูกค้าหลักของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่นี่ โจทย์เรื่องสุขภาพจึงเป็นโจทย์สำคัญโจทย์หนึ่ง การมีสุขภาพที่ดีนอกจากจะช่วยให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขแล้วยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในชีวิตไปได้มากเลย โดยบ้านที่นี่จะออกแบบให้ห้องแต่ละห้องมีอุณหภูมิไม่ต่างกัน เพราะอุณหภูมิที่ต่างกันจะส่งผลให้เกิดปัญหาความดันโลหิตสูงในกลุ่มผู้สูงวัยได้ ซึ่งเทรนด์เรื่องบ้านรักษ์สุขภาพก็กำลังมาถึงบ้านเราเช่นกันค่ะ และก็เป็นเรื่องที่น่าลงมือทำด้วย
จากที่ดิฉันยกมาทั้งหมด 4 ข้อจะเห็นว่า โจทย์ที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ญี่ปุ่นตั้งขึ้นมานั้นนอกจากจะสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในสังคมแล้วยังเป็นการมอง Solution ในลักษณะที่เป็นเชิง “บูรณาการ” ด้วย จะเห็นว่าทั้งเรื่องการทำบ้านประหยัดพลังงาน การออกแบบบ้านเพื่อผู้สูงอายุ และการใส่ใจเรื่องสุขภาพผู้อยู่อาศัยนั้นสามารถตอบโจทย์ในหลายๆ เรื่องต่อผู้อยู่อาศัยได้ค่ะ นั่นคือ ผู้สูงอายุได้บ้านที่เหมาะสมกับสภาพการใช้ชีวิต ขณะเดียวกันก็ตอบสนองโครงสร้างการเงินในช่วงวัยเกษียณด้วย ฉะนั้นแล้วดิฉันก็หวังว่าข้อคิดที่ได้จากที่ญี่ปุ่นวันนี้คงจะเป็นแรงบันดาลใจให้เราลองคิดโจทย์การพัฒนาในเชิงบูรณาการที่สามารถตอบหลายๆ โจทย์ของสังคมไทยเราในอนาคตได้ ให้เรามีบ้านที่น่าอยู่สำหรับทุกคนและดีต่อสังคมส่วนรวม







