
ฮอนด้าลุ้นได้แชร์เพิ่ม ชี้ยอดดิ่งน้อยกว่าตลาด
ฮอนด้า ไตรมาสแรก ยอดลด 15% น้อยกว่าตลาดที่หดถึง 23% เชื่อเปิดรุ่นใหม่ชิงแชร์รถนั่งเพิ่ม
ฮอนด้า ไตรมาสแรก ยอดลด 15% น้อยกว่าตลาดที่หดถึง 23% เชื่อเปิดรุ่นใหม่ชิงแชร์รถนั่งเพิ่ม
นายสมภพ ปฏิภานธาดา ผู้จัดการทั่วไปส่วนการตลาด บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดรถยนต์นั่ง(รวมรถยนต์อเนกประสงค์ หรือรถเอสยูวี) ไตรมาส 1 ปี 2559 มียอดขายอยู่ที่ 7.1 หมื่นคัน ลดลง 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มียอดขาย 9.3 หมื่นคัน จากปัญหาเศรษฐกิจและกำลังซื้อชะลอตัว รวมถึงการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ดึงกำลังซื้อไปไว้ในช่วงปลายปี 2558
ทั้งนี้ ยอดขายรถยนต์ของบริษัท ไตรมาส 1 ปี 2559 อยู่ที่ 2.5 หมื่นคัน ลดลง 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปัจจัยการสิ้นสุดระยะเวลาผลิตภัณฑ์ในรุ่น ฮอนด้า แอคคอร์ด และ ฮอนด้า ซีวิค ในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเปิดตัวรถยนต์ ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ จนถึงปัจจุบันเวลากว่า 1 เดือน มียอดจองอยู่ที่ 7,500 คัน จากเป้าหมายที่วางไว้หลังการเปิดตัว 12 เดือน จะมียอดขายอยู่ที่ 2.5 หมื่นคัน ซึ่งปัจจุบันบริษัทสามารถส่งมอบรถยนต์รุ่นดังกล่าวไปได้แล้วราว 3,000 คัน
“แม้ว่ายอดขายรวมจะชะลอตัวลง แต่บริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดในตลาดรถยนต์นั่งช่วงไตรมาสแรกของปีเพิ่มขึ้นเป็น 35% จากปีก่อนทั้งปีอยู่ที่ 31.5% ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะมีส่วนแบ่งในตลาดรถยนต์นั่งเพิ่มขึ้นเป็น 32% จากการเปิดตัวรถยนต์ ฮอนด้า ซีวิค รุ่นใหม่” นายสมภพ กล่าว
ขณะที่คาดการณ์ว่าตลาดรถยนต์ครึ่งปีแรก จะชะลอตัวเช่นเดียวกับไตรมาส 1 ปี 2559 จากปัญหาเศรษฐกิจ โดยมีแนวโน้มจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังจากการสิ้นสุดระยะเวลาถือครองรถยนต์คันแรก 5 ปี ที่จะครบกำหนดการถือครองในช่วงปลายปีนี้ จึงคาดว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์ได้อีกทางหนึ่ง
นายสมภพ กล่าวว่า ปัจจัยบวกดังกล่าวจะต้องแบ่งผู้บริโภคออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มแรกที่มีความต้องการเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่เพื่อทดแทนคันเดิม ในส่วนนี้จะช่วยกระตุ้นตลาดได้ และอีกกลุ่มหนึ่งที่เมื่อครบกำหนดการถือครองแล้วจะชะลอการตัดสินใจซื้อรถยนต์คันใหม่ออกไปก่อน เนื่องจากผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
นอกจากนี้ แผนการตลาดในปัจจุบันบริษัทมองว่าความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ ยังสามารถกระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภคได้อยู่ ดังนั้นในฐานะผู้ผลิตรถยนต์จึงได้มีการนำเสนอความคุ้มค่าของผลิตภัณฑ์และนำเสนอสู่ตลาดเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันด้านการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย (โปรโมชั่น) ก็ยังคงต้องทำอย่างต่อเนื่องโดยขาดไม่ได้เช่นกัน จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันในสถานการณ์ปัจจุบัน







