posttoday
ธกส.เลิกให้กู้ สินเชื่อเสี่ยง ดูแลเอสเอ็มอี

ธกส.เลิกให้กู้ สินเชื่อเสี่ยง ดูแลเอสเอ็มอี

27 เมษายน 2559

ธ.ก.ส.ชูนโยบายสินเชื่อปี 2559 เลิกปล่อยกู้เสี่ยงตามนโยบาย ธปท. และเน้นช่วยสร้างเอสเอ็มอี

ธ.ก.ส.ชูนโยบายสินเชื่อปี 2559 เลิกปล่อยกู้เสี่ยงตามนโยบาย ธปท. และเน้นช่วยสร้างเอสเอ็มอี

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ที่มีนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เป็นประธาน เห็นชอบนโยบาย
สินเชื่อ ธ.ก.ส. ปีบัญชี 2559 (เริ่มตั้งแต่ 1 เม.ย. 2559-31 มี.ค. 2560) ว่า ธ.ก.ส.จะให้สินเชื่ออย่างระมัดระวัง ตามข้อเสนอแนะของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ออกเกณฑ์การทำธุรกรรมด้านสินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.นี้

ทั้งนี้ ธปท.ได้กำหนดประเภทของสินเชื่อที่พึงระมัดระวัง โดยเฉพาะการให้สินเชื่อในธุรกิจที่ไม่เป็นประโยชน์โดยตรงต่อการเพิ่มผลผลิตของประเทศระยะยาว เช่น ธุรกิจที่มีลักษณะเก็งกำไร ธุรกิจนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย ธุรกิจที่ขัดต่อศีลธรรมอันดี และธุรกิจที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม และปรับกระบวนการอนุมัติสินเชื่อให้ได้มาตรฐาน มีการประเมินความเสี่ยง มีการกำหนดระยะเวลาให้สินเชื่อเพื่อการลงทุนในสินทรัพย์ไม่เกินระยะเวลาการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์ที่ลงทุน

ขณะที่สินเชื่อที่จะให้การสนับสนุนมากขึ้น คือ สินเชื่อเพื่อการผลิตทางการเกษตรรูปแบบใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกร เช่น โครงการ 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอีเกษตร เพื่อเป็นไปตามเป้าหมายรัฐบาลที่ต้องการให้ ธ.ก.ส. เป็นหนึ่งในกลไกที่สำคัญในการปรับโครงการการผลิตภาคเกษตร เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกร รวมทั้งจะทำโครงการอบรมความรู้ทางการเงิน และการปรับโครงสร้างภาคการเกษตรให้กับเกษตรกรลูกค้าทั่วประเทศ 5 ล้านราย เริ่มโครงการเดือน เม.ย.-มิ.ย.นี้

สำหรับผลดำเนินงานของปีบัญชี 2558 (1 เม.ย. 2558-31 มี.ค. 2559) ธนาคารมีกำไรสุทธิต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1 หมื่นล้านบาท เนื่องจากธนาคารได้ออกโครงการ “ชำระดี มีคืน” โดยธนาคารจะคืนดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับลูกค้า ธ.ก.ส. ที่มาชำระหนี้ธนาคารตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2558-31 มี.ค. 2559 โดยคืนเงินดอกเบี้ย 3-5% ตามชั้นลูกค้า คิดเป็นดอกเบี้ยที่ได้โอนเงินคืนลูกค้าไปกว่า 2,803 ล้านบาท ทั้งนี้เพื่อช่วยบรรเทาภาระเกษตรกรในช่วงภัยแล้ง รวมทั้งยังมีภาระการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนพัฒนาสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 1,690 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา หรือ 0.18% ของเงินฝาก

ด้านหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล สามารถบริหารจัดการได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะลดหนี้เอ็นพีแอลให้เหลือ 4 หมื่นล้านบาท หรือ 3.25% ของสินเชื่อรวมภายในสิ้นปีบัญชี 2558 จากที่เคยปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 6 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 5.66% ของสินเชื่อรวมในช่วงเดือน ต.ค. 2558 เนื่องจากธนาคารเร่งเดินหน้าเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ มีการขยายเวลาชำระหนี้ออกไปอีก 24 เดือน และลดภาระดอกเบี้ยให้ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ