
ธกส.เลิกให้กู้ สินเชื่อเสี่ยง ดูแลเอสเอ็มอี
ธ.ก.ส.ชูนโยบายสินเชื่อปี 2559 เลิกปล่อยกู้เสี่ยงตามนโยบาย ธปท. และเน้นช่วยสร้างเอสเอ็มอี
ธ.ก.ส.ชูนโยบายสินเชื่อปี 2559 เลิกปล่อยกู้เสี่ยงตามนโยบาย ธปท. และเน้นช่วยสร้างเอสเอ็มอี
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ที่มีนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เป็นประธาน เห็นชอบนโยบาย
สินเชื่อ ธ.ก.ส. ปีบัญชี 2559 (เริ่มตั้งแต่ 1 เม.ย. 2559-31 มี.ค. 2560) ว่า ธ.ก.ส.จะให้สินเชื่ออย่างระมัดระวัง ตามข้อเสนอแนะของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ออกเกณฑ์การทำธุรกรรมด้านสินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.นี้
ทั้งนี้ ธปท.ได้กำหนดประเภทของสินเชื่อที่พึงระมัดระวัง โดยเฉพาะการให้สินเชื่อในธุรกิจที่ไม่เป็นประโยชน์โดยตรงต่อการเพิ่มผลผลิตของประเทศระยะยาว เช่น ธุรกิจที่มีลักษณะเก็งกำไร ธุรกิจนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย ธุรกิจที่ขัดต่อศีลธรรมอันดี และธุรกิจที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม และปรับกระบวนการอนุมัติสินเชื่อให้ได้มาตรฐาน มีการประเมินความเสี่ยง มีการกำหนดระยะเวลาให้สินเชื่อเพื่อการลงทุนในสินทรัพย์ไม่เกินระยะเวลาการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์ที่ลงทุน
ขณะที่สินเชื่อที่จะให้การสนับสนุนมากขึ้น คือ สินเชื่อเพื่อการผลิตทางการเกษตรรูปแบบใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกร เช่น โครงการ 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอีเกษตร เพื่อเป็นไปตามเป้าหมายรัฐบาลที่ต้องการให้ ธ.ก.ส. เป็นหนึ่งในกลไกที่สำคัญในการปรับโครงการการผลิตภาคเกษตร เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกร รวมทั้งจะทำโครงการอบรมความรู้ทางการเงิน และการปรับโครงสร้างภาคการเกษตรให้กับเกษตรกรลูกค้าทั่วประเทศ 5 ล้านราย เริ่มโครงการเดือน เม.ย.-มิ.ย.นี้
สำหรับผลดำเนินงานของปีบัญชี 2558 (1 เม.ย. 2558-31 มี.ค. 2559) ธนาคารมีกำไรสุทธิต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1 หมื่นล้านบาท เนื่องจากธนาคารได้ออกโครงการ “ชำระดี มีคืน” โดยธนาคารจะคืนดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับลูกค้า ธ.ก.ส. ที่มาชำระหนี้ธนาคารตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2558-31 มี.ค. 2559 โดยคืนเงินดอกเบี้ย 3-5% ตามชั้นลูกค้า คิดเป็นดอกเบี้ยที่ได้โอนเงินคืนลูกค้าไปกว่า 2,803 ล้านบาท ทั้งนี้เพื่อช่วยบรรเทาภาระเกษตรกรในช่วงภัยแล้ง รวมทั้งยังมีภาระการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนพัฒนาสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 1,690 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา หรือ 0.18% ของเงินฝาก
ด้านหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล สามารถบริหารจัดการได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะลดหนี้เอ็นพีแอลให้เหลือ 4 หมื่นล้านบาท หรือ 3.25% ของสินเชื่อรวมภายในสิ้นปีบัญชี 2558 จากที่เคยปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 6 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 5.66% ของสินเชื่อรวมในช่วงเดือน ต.ค. 2558 เนื่องจากธนาคารเร่งเดินหน้าเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ มีการขยายเวลาชำระหนี้ออกไปอีก 24 เดือน และลดภาระดอกเบี้ยให้ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง







