
ค้าปลีกไทยรับมือเออีซี
ประธานฯใหม่ให้นโยบายดูดกำลังซื้อ500ล.คนโพสต์ทูเดย์
— ประธานค้าปลีกไทยคนใหม่ ชู 3 นโยบายพัฒนาวงการ พร้อมรับเออีซีใน 5 ปี รวมค้าปลีกเป็นหนึ่งเดียว 500 ล้านคนน.ส.บุษบา จิราธิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (ซีอาร์ซี) เปิดเผยในฐานะประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทยคนล่าสุด แทนนายธนภณ ตังคณานันท์ อดีตประธานสมาคม คนที่ 7 ซึ่งพ้นตำแหน่งตามวาระ ว่า นโยบายของสมาคมนับจากนี้จะสานต่อนโยบายเดิม และเพิ่ม 3 เรื่องสำคัญ คือ 1.มุ่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้ประกอบการค้าปลีกเอกชนมากขึ้น 2.วางแผนธุรกิจค้าปลีกเพื่อดึงดูดชาวต่างชาติให้เข้ามาในประเทศมากขึ้น รวมทั้งในภาคการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคให้คืนกลับมาโดยเร็ว และ 3.ร่วมกับผู้ค้าสร้างความร่วมมือในภาคอุตสาหกรรมการผลิตทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำปลายน้ำ
สำหรับแนวบริหารงานของสมาคมผู้ค้าปลีกไทยของคณะกรรมการบริหารปี 25532555 มี 7 ประการ คือ 1.ส่งเสริมพัฒนาบุคลากรในวงการค้าปลีก 2.พัฒนาและปรับปรุงระบบข้อมูลธุรกิจค้าปลีกผ่านเว็บไซต์ 3.ส่งเสริมความร่วมมือกับภาครัฐในการพัฒนาผู้ประกอบการค้าปลีกขนาดเล็ก 4.ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ค้าปลีกและคู่ค้า 6.คุ้มครองผลประโยชน์ของผู้บริโภค และ 7.พัฒนาสมาคม เพิ่มจำนวนสมาชิก จากแบ่ง 5 กลุ่มธุรกิจค้าปลีกตามลักษณะ คือ กลุ่มดีพาร์ทเมนท์สโตร์, กลุ่มซูเปอร์เซ็นเตอร์ ไฮเปอร์มาร์เก็ต หรือ ดิสเคาน์สโตร์, กลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ต, กลุ่มคอนวีเนียนสโตร์ มินิทมาร์ท ร้านค้าย่อย และกลุ่มธุรกิจค้าปลีกอื่นๆ
ขณะเดียวกัน สมาคมยังเตรียมส่งทีมงานตัวแทนจากประเทศไทย และสำนักงานส่งเสริมการประชุมและนิทรรศการนานาชาติ (สสปน.) เพื่อร่วมประมูลเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน
“เรกูลาร์ อาเซียน แปซิฟิก แอสโซซิเอชัน” การประชุมสมาคมค้าปลีกเอเชียแปซิฟิกในปี 2557 จาก 20 ปีก่อนหน้าไทยเคยได้เป็นเจ้าภาพจัดงานนี้มาแล้ว โดยปัจจุบันสมาคมดังกล่าวมีสมาชิก 17 ประเทศทั่วโลก หากไทยได้รับสิทธิจัดงานจะดึงผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 3,000 ราย กระตุ้นเศรษฐกิจค้าปลีกและการท่องเที่ยวภาพรวมได้ ต่อจากสิงคโปร์ที่เป็นเจ้าภาพปีหน้านอกจากนี้ สมาคมยังเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการรวมตลาดเป็นหนึ่งเดียวในประเทศสมาชิกอาเซียน กำลังซื้อรวมกันกว่า 500 ล้านคน ตามประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 ซึ่งต้องรอนโยบายที่ชัดเจนจากภาครัฐ ซึ่งในส่วนของสมาคมฯจะให้ความร่วมมือส่งเสริมผู้ประกอบการค้าปลีกทั้งหมด รวมทั้งแบรนด์สินค้าไทยให้เข้าสู่ตลาดนี้ รวมถึงความเป็นไปได้ในอนาคตที่จะสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการค้าปลีก เพื่อลดต้นทุนการขนส่งสินค้าร่วมกัน หรือ ทางด้านลอจิสติกส์ ที่นำไปสู่การลดราคาสินค้าปลายทางให้กับผู้บริโภคในที่สุด
ด้านนายธนภณ ตังคณานันท์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวในฐานะอดีตประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ว่า ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในครึ่งปีแรกเติบโต 5% อยู่ในระดับที่น่าพอใจ แม้จะได้รับผลกระทบจากการเมืองที่เกิดขึ้นในเดือน เม.ย.พ.ค.ที่ผ่านมา และทำให้ธุรกิจค้าปลีกชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่กำลังซื้อของลูกค้าในต่างจังหวัดยังดีอยู่ จากราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้นมาก มีเพียงลูกค้าใน กทม.ที่มีกำลังซื้อหดตัวลงตามสถานการณ์ทางการเมือง ส่วนภาคส่งออกของไทยขยายตัวดี อยู่ ตามตลาดส่งออกหลักทั้งสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของไทย ทำให้ค้าปลีกไทยขยายตัว ได้ดีอยู่ ซึ่งครึ่งปีแรกโต 67% ขณะที่ครึ่งปีหลังต้องดูการเมืองและการท่องเที่ยวว่าจะฟื้นหรือไม่แรกธุรกิจค้าปลีกมีโอกาสเติบโตสูงถึง 67%
ด้านภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในครึ่งปีหลัง ต้องดูปัจจัยเรื่องปัญหาการเมืองในประเทศ และภาคท่องเที่ยวจะกลับมาขยายตัวได้เหมือนเดิมหรือไม่ รวมถึงสถานการณ์ในประเทศ หากไม่เกิดปัญหาภัยแล้งมากระทบ เชื่อว่า จะทำให้ ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในปีนี้ เติบโตได้ 56% เพราะกำลังซื้อของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว ส่วนแนวโน้มราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในครึ่งปีหลัง ต้องประเมินอัตราเงินเฟ้อในประเทศและราคาน้ำมันเป็นหลัก หากไม่มีความผันผวนแล้ว ก็จะไม่มีผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ และอยากเห็นอัตราเงินเฟ้อทั้งปีนี้อยู่ที่ 23% แม้ว่าปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 33.5% แต่เชื่อว่าภาครัฐจะดูแลเงินเฟ้อไม่ให้สูงเกินไป







