
ทริกเกอร์ฟันด์แผ่ว
ทริกเกอร์ฟันด์ปีนี้ไม่คึก ไตรมาสแรกดูดเงินได้พันล้าน กองเก่าติดดอยอื้อ ไตรมาส 2 ครบอายุกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท ส่อแวววืดเป้า
ทริกเกอร์ฟันด์ปีนี้ไม่คึก ไตรมาสแรกดูดเงินได้พันล้าน กองเก่าติดดอยอื้อ ไตรมาส 2 ครบอายุกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท ส่อแวววืดเป้า
นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจนักวิเคราะห์กองทุนประจำประเทศไทย บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสแรก ปี 2559 มีกองทริกเกอร์ฟันด์ออกใหม่เพียง 9 กองทุน โดยมียอดเสนอขายครั้งแรก (ไอพีโอ) เพียง 1,000 ล้านบาท
“ไตรมาสแรกปีนี้ทริกเกอร์ฟันด์ทำลายสถิติอีกแล้ว แต่เป็นเรื่องตรงกันข้ามกับเมื่อปีที่แล้ว เพราะเป็นไตรมาสที่มีทริกเกอร์ฟันด์ออกน้อยที่สุดและยอดไอพีโอน้อยที่สุด โดยบางกองทุนมียอดขายไม่ถึง 10 ล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่มีเงินลงทุนติดอยู่ในทริกเกอร์ฟันด์ที่ออกมาในปีที่ผ่านมา” นายกิตติคุณ กล่าว
ทั้งนี้ ส่วนใหญ่มีผลตอบแทนติดลบเฉลี่ยกว่า 13% สำหรับทริกเกอร์ฟันด์ที่เน้นลงทุนหุ้นต่างประเทศ และติดลบกว่า 6% ที่เป็นทริกเกอร์ฟันด์หุ้นไทย
สำหรับทริกเกอร์ฟันด์ที่ออกตั้งแต่ปี 2558 ที่ยังทำผลตอบแทนไม่ได้ตามเป้าหมาย มีมูลค่ารวม 2.75 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นกองที่ลงทุนในหุ้นไทย 30 กองทุน มูลค่ารวม 7,500 ล้านบาท ทริกเกอร์ฟันด์ หุ้นต่างประเทศ 45 กองทุน มูลค่ารวม 2 หมื่นล้านบาท โดยไตรมาส 2 นี้จะทยอยครบกำหนดอายุ 9 กองทุน ได้แก่ ทริกเกอร์ฟันด์หุ้นไทย มูลค่า 2,000 ล้านบาท และทริกเกอร์หุ้นต่างประเทศ 23 กองทุน มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท
“แนวโน้มของทริกเกอร์ฟันด์ไม่น่าจะดีในปีนี้ เนื่องจากนักลงทุนติดดอยในกองเก่าอยู่มาก โดยเฉพาะกองทุนที่ลงทุนต่างประเทศ ส่วนหุ้นไทยสถานการณ์ยังดูดีกว่า ขณะเดียวกันพบว่า มีอีกหนึ่งพัฒนาการใหม่ของทริกเกอร์ฟันด์ในปีนี้ คือ ทริกเกอร์ฟันด์ที่มีการจำกัดความเสี่ยงในช่วงขาลง ซึ่งได้รับความสนใจสูงสุดในช่วงไตรมาสแรกมียอดไอพีโอประมาณ 500 ล้านบาท และอีกกองมีนโยบายลงทุนในอสังหาริมทรัพย์” นายกิตติคุณ กล่าว
ปัจจุบันมีทริกเกอร์ฟันด์ลงทุนในสินทรัพย์ 9 ประเภท โดยทริกเกอร์ฟันด์ที่ลงทุนติดลบสูงสุดในช่วงไตรมาสแรก ได้แก่ น้ำมัน เฉลี่ยติดลบอยู่ที่ 39.91% รองลงมาทริกเกอร์ฟันด์หุ้นจีนเฉลี่ยติดลบ 29.04% ขณะที่ทริกเกอร์ฟันด์หุ้นไทยที่ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบน้อยสุดอยู่ที่ 6%
นายสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุลนักวิเคราะห์กองทุน บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ในระยะนี้ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับตัวลดลงจากผลประกอบการไตรมาสแรก ที่จะทยอยออกมาในช่วง 2-3 สัปดาห์นี้ ที่คาดว่าจะไม่ดีนัก รวมถึงการเจรจาลดการผลิตจากผู้ผลิตน้ำมันที่ล้มเหลวอาจส่งผลต่อราคาหุ้นกลุ่มพลังงาน ดังนั้นเราจึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนระยะสั้นในกองทุนหุ้นไทยออกไปก่อน แต่สำหรับระยะกลาง-ยาว แนะนำลงทุนในกองทุนที่มีนโยบายลงทุนหุ้นที่มีความผันผวนต่ำกว่าตลาด (lowbeta)”







