
ความผันผวน... หนีไม่ได้ เปลี่ยนไม่ได้ แต่จัดการได้
โดย...โชติช่วง ธีรขจรโชติ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.ธนชาต
โดย...โชติช่วง ธีรขจรโชติ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.ธนชาต
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ช่วงนี้หลายท่านก็คงพร้อมสำหรับการทำงานและการลงทุนแล้วใช่ไหมครับ เพราะได้ชาร์จพลังกันเต็มที่หลังวันหยุดยาว ยังไงก็ขอสุขสันต์วันสงกรานต์ย้อนหลังผู้อ่านทุกท่าน ขอให้ความชุ่มชื่นที่ได้รับช่วยดับความร้อนของอากาศ และความร้อนแรงของโลกการลงทุนครับ
ในโลกที่ทุกการเคลื่อนไหวไม่ใช่เรื่องลับอีกต่อไป เทคโนโลยีปัจจุบันทำให้เราได้รับข้อมูลข่าวสารไม่ต่างจากคนทางอีกฝั่งหนึ่งของโลก ไม่ว่าจะข่าวการขึ้นดอกเบี้ย ข่าวการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกา เราได้รับข้อมูลไม่ต่างกับคนที่นั่น ที่เห็นได้ชัดคงจะเป็นในระหว่างวันหยุดที่ผ่านมา เฟซบุ๊กมีแจ้งเตือนมาว่าใครปลอดภัยดีในช่วงแผ่นดินไหวที่เมียนมา โดยเฟซบุ๊กก็จะดูจากพื้นที่ที่เจ้าของลงทะเบียนและรายงานให้ทราบนั่นเอง ในอนาคตเราคงเห็นเทคโนโลยีแบบนี้กันมากขึ้น
และเมื่อระยะทาง ระยะเวลาไม่ใช่อุปสรรค ก็ส่งผลในหลายเรื่อง และที่สำคัญส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนทั่วโลก เปลี่ยนถ่ายสินทรัพย์ เปลี่ยนถ่ายภูมิภาค เพื่อหาโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีที่สุดอยู่เสมอ และเป็นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและอ่อนไหวมาก เพียงเสี้ยววินาทีที่ เยลเลน ประกาศว่าจะขึ้นหรือไม่ขึ้นดอกเบี้ย ก็ส่งผลต่อตลาดหุ้นทั่วโลกเสียแล้ว
ดังนั้น ไม่ว่าปีนี้หรือปีหน้า เราคงหลีกหนีความผันผวนได้ยาก และแน่นอนว่ากลางปีนี้เราคงต้องเจอความผันผวนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกครั้ง จากปัจจัยหลักๆ คือ
1.การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ
ทำไมผมถึงมองว่าการตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึงจะสร้างความผันผวนให้เกิดขึ้นในตลาด
เพราะถ้าไม่ขึ้น เราจะสงสัยไหมครับว่าทำไมเขาไม่ขึ้น แสดงว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีปัญหาหรือ
แต่ถ้าตัดสินใจขึ้น แน่นอนว่าดอกเบี้ยทั่วโลกย่อมมีแนวโน้มจะปรับขึ้นตามเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลต่อการลงทุนในตราสารหนี้อย่างหลีกเลี่ยงได้ยากมาก
2.การตัดสินใจของอังกฤษว่าจะออกจากสหภาพยุโรปหรือไม่
ในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ เป็นวันลงประชามติของประชาชนอังกฤษว่าต้องการจะอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไปหรือไม่ การลงประชามติในครั้งนี้ได้เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แข็งแรงนัก เพราะค่าเงินยูโรและปอนด์อาจอ่อนค่าลงมาก หากอังกฤษตัดสินใจจะออกจากสหภาพยุโรปจริงๆ อาจกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรปโดยรวมได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
นอกจากนั้น การเลือกตั้งสหรัฐในช่วงปลายปีนี้ก็คงส่งผลต่อโลกการลงทุนไม่น้อย เพราะไม่ว่าฝั่งใดจะได้รับการเลือกตั้ง นโยบายก็คงมีการปรับเปลี่ยนในรายละเอียดอย่างแน่นอน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เราต้องคอยลุ้นและปรับตัวกันต่อไป
ในฐานะนักลงทุน เราหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆ ที่มีเข้ามากระทบการลงทุนของเราอยู่เกือบตลอดเวลาไม่ได้ เพราะการลงทุนก็คือการเข้าไปรับความเสี่ยงโดยคาดหวังผลกำไรกลับมา ผมจึงอยากฝากคาถาเพื่อรับมือความผันผวนสำหรับการลงทุนในอนาคตเอาไว้ว่า
1.เน้นกระจายสินทรัพย์ แม้จะรวยไม่เร็วดั่งใจนึก แต่เชื่อเถอะว่าโอกาสล้มละลายแทบเป็นศูนย์
สำหรับผมแล้วการกระจายสินทรัพย์นั้น ไม่ได้จำกัดเฉพาะการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการทำประกัน การเก็บเงินสด การเก็บเงินในสกุลเงินอื่น หรือแม้แต่การลงทุนใน Property Fund, REIT, Infra Fund เพราะว่าในภาวะที่สินทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่งแย่ ผู้ลงทุนก็ยังมีเวลาอดทน หรือเมื่อถึงเวลาจำเป็นก็สามารถขายสินทรัพย์ตัวที่ได้กำไรโดยไม่ต้องเสียโอกาสครับ
2.เน้นลงทุนระยะยาว เพราะมั่นใจในสินทรัพย์ที่ลงทุน ไม่ใช่ด้วยความจำเป็น
เมื่อพูดถึงการลงทุนในระยะยาว ผู้ลงทุนต้องไม่หวั่นไหวไปกับสถานการณ์ในช่วงสั้นๆ ต้องกลับไปพิจารณาหลักการลงทุนก่อนทุกครั้ง อย่างการลงทุนในหุ้นถือเป็นการซื้อความเป็นเจ้าของ เจ้าของกิจการย่อมต้องพยายามทำทุกวิถีทางที่จะทำให้บริษัทตัวเองได้กำไร ในแง่นี้จะพบว่าผู้ที่ลงทุนในหุ้นในระยะยาวน่าจะต้องได้ผลตอบแทนที่ดีแน่นอน
แต่สำหรับการลงทุนในตราสารหนี้นั้นถือเป็นเจ้าหนี้ แม้จะได้รับผลตอบแทนที่แน่นอน แต่ก็ถือว่าน้อยกว่าการลงทุนในหุ้นเมื่อเปรียบเทียบกับในระยะยาว ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก ไม่ว่าจะเป็น Property Fund, REIT หรือ Infra Fund นั้น ก็ถือว่ามีความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ แต่ก็ยังเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในหุ้น เพราะเป็นการให้เช่าและเก็บค่าเช่านั่นเอง
และสิ่งสำคัญสำหรับการลงทุนระยะยาว ในระหว่างทางต้องมีการปรับสัดส่วนการลงทุนให้ตรงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ อย่างเช่นเราต้องการลงทุนในหุ้น 50% ตราสารหนี้ 40% Property Fund 10% เมื่อเวลาผ่านไป 3-6 เดือน ราคาสินทรัพย์อาจมีการปรับตัวจนทำให้สัดส่วนการลงทุนเปลี่ยนไปผู้ลงทุนต้องหมั่นตรวจสอบและปรับสัดส่วนให้ตรงกับที่ตั้งเป้าไว้แต่แรก
3.DCA ทั้งขาเข้าและขาออก ช่วยลดการจับจังหวะลงทุนที่ผิดพลาดได้
สำหรับ DCA หรือ Dollar Cost Average นั้น ต้องคิดถึงทั้งการซื้อเข้าและขายคืน เพราะหากผู้ลงทุนขายสินทรัพย์ที่ตัวเองลงทุนไปทั้งก้อน ทั้งที่ขาดทุนและได้กำไร ต่างก็ถือเป็นการเสียโอกาสทั้งคู่ เพราะเมื่อขายตอนขาดทุน หลังจากขายราคาสินทรัพย์ก็อาจปรับตัวขึ้น หรือเมื่อขายตอนได้กำไร ผู้ลงทุนจะแน่ใจได้อย่างไรว่าราคา ณ ขนาดนั้นเป็นราคาที่สูงที่สุด ดังนั้นการทยอยซื้อเข้าและขายคืนจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียวครับ
จริงๆ แล้วการรับมือกับความผันผวนนั้นมีหลายวิธี แต่สิ่งที่เป็นแกนหลัก คือ เอาเหตุผลมาอยู่เหนืออารมณ์หรือความรู้สึก เอาชนะตัวเองให้ได้ ท่านก็จะชนะความผันผวนหรืออยู่กับมันอย่างมีความสุขได้ไม่ยาก







