
ธุรกิจสัตว์เลี้ยงสหรัฐรุ่ง
ตลาดสัตว์เลี้ยงสหรัฐรุ่ง มูลค่ากว่า 2 ล้านล้าน ไทยได้เปรียบคู่แข่งกลุ่มอาหารสุนัข-แมว
ตลาดสัตว์เลี้ยงสหรัฐรุ่ง มูลค่ากว่า 2 ล้านล้าน ไทยได้เปรียบคู่แข่งกลุ่มอาหารสุนัข-แมว
นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองไมอามี ว่า ในปี 2558 ชาวอเมริกันมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง รวมทั้งสิ้น 60,280 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.17 ล้านล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับอาหารสัตว์เลี้ยงประมาณ 23,050 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 8.3 แสนล้านบาท คิดเป็น 38% ของค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงทั้งหมด และคาดว่าค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของชาวอเมริกันจะเพิ่มขึ้น 4.1% ในปี 2559 เป็นมูลค่าทั้งสิ้น 62,750 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.26 ล้านล้านบาท และจะเพิ่มขึ้นเป็น 91,720 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.3 ล้านล้านบาท ในปี 2562
ขณะที่ตลาดสินค้าอาหารสุนัขและแมวในสหรัฐอเมริกา มีมูลค่ารวมถึง 21,190 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 28,190 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2563 โดยนำเข้าจากไทยมากเป็นอันดับ 2 คิดเป็นมูลค่า 191 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 26% ซึ่งความต้องการสินค้าอาหารดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าอาหารแบบเกษตรอินทรีย์ หรือที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ และสินค้าที่ปราศจากสารที่ก่อให้เกิดอาหารแพ้ต่างๆ อาทิ กลูเตน หรือสารโปรตีนบางชนิด
อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์การแข่งขันในตลาดมีสูง แต่สินค้าจากไทยมีภาพลักษณ์ที่ดี ได้รับการยอมรับในคุณภาพ และมีศักยภาพในการทำตลาด ผู้บริโภคชาวอเมริกันจึงยังคงเชื่อใจในคุณภาพของสินค้าจากไทย เนื่องจากเคยเกิดปัญหาการปนเปื้อนและคุณภาพไม่ได้มาตรฐานของสินค้าจากประเทศคู่แข่ง ซึ่งส่งผลร้ายต่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยง ดังนั้นจึงทำให้สินค้าอาหารสุนัขและแมวไทยมีความได้เปรียบ
“ผู้ผลิตหรือผู้ส่งออกสินค้าอาหารสุนัขและแมวของไทยที่สนใจเจาะตลาดสหรัฐ จะควรศึกษากฎระเบียบและข้อกำหนดการนำเข้าสินค้าอาหารสุนัขและแมวของสหรัฐโดยละเอียด เพื่อลดโอกาสในการเกิดปัญหาคุณภาพสินค้าที่อาจจะส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของสินค้าอาหารสุนัขและแมวของไทยโดยรวม” นางมาลี กล่าว
นอกจากนี้ ตลาดสินค้าอาหารสุนัขและแมวในสหรัฐแข่งขันค่อนข้างสูง การเจาะตลาดโดยใช้แบรนด์ไทยอาจทำได้ค่อนข้างยาก อีกทั้งยังต้องอาศัยเงินลงทุนสูง ผู้ประกอบการไทยควรหาพันธมิตรทางการค้าเพื่อขยายตลาดในอนาคต







