
รัฐใช้งบประมาณอย่างไรให้คุ้มค่า สรุปตอนที่ 1
บทความ 3 ตอนที่แล้วพูดถึงเรื่องปฏิรูปการศึกษา Logistics และการส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้ผลิตผลทางการเกษตรในประเทศ บทความนี้จะเป็นการสรุปคำแนะนำเพื่อมิให้รัฐต้องมาทำนโยบายประชานิยมแบบไม่ถูกต้องที่เป็นการแก้ปัญหาตรงปลายเหตุ โดยสาเหตุของปัญหาไม่ได้ถูกแก้ ทำให้เกิดวังวนของปัญหาซ้ำๆ กันทุกปี ต้องใช้งบประมาณปีละหลายแสนล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ร่ำไป
บทความ 3 ตอนที่แล้วพูดถึงเรื่องปฏิรูปการศึกษา Logistics และการส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้ผลิตผลทางการเกษตรในประเทศ บทความนี้จะเป็นการสรุปคำแนะนำเพื่อมิให้รัฐต้องมาทำนโยบายประชานิยมแบบไม่ถูกต้องที่เป็นการแก้ปัญหาตรงปลายเหตุ โดยสาเหตุของปัญหาไม่ได้ถูกแก้ ทำให้เกิดวังวนของปัญหาซ้ำๆ กันทุกปี ต้องใช้งบประมาณปีละหลายแสนล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ร่ำไป
มาตรการที่รัฐควรจะนำมาใช้
1.ระบบการศึกษา จัดทำการแข่งขันแบบ Reality Show เพื่อคัดอาจารย์แต่ละวิชา และแต่ละชั้นการศึกษา เพื่อให้ได้อาจารย์ที่สอนเก่ง (มีสาระ และสนุกไม่น่าเบื่อ) แล้วนำมาอัด VDO สอนวิชานั้นๆ แล้วแจกจ่ายไปยังทุกโรงเรียนทั่วประเทศ โดยกระทรวงศึกษาธิการต้องจัดงบจัดซื้อเครื่องเล่น VDO ที่ปัจจุบันราคาถูกมาก ประมาณ 1,000 บาท/เครื่อง ให้ทุกห้องเรียนของทุกโรงเรียน แล้วให้อาจารย์ประจำวิชานั้นๆ เป็นครูผู้ช่วยสอน คอยอธิบายกรณีนักเรียนดู VDO แล้วไม่เข้าใจ นั่นหมายถึงคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยจะมีความเหลื่อมล้ำกันน้อยลง ระหว่างเด็กนักเรียนโรงเรียนชื่อดังในกรุงเทพฯ กับเด็กนักเรียนโรงเรียนต่างจังหวัด และคุณภาพของเด็กไทยรุ่นใหม่ก็จะสามารถแข่งขันกับเด็กชาติอื่นๆ ซึ่งจะนำพาอนาคตที่ดีสู่ประเทศไทยเรา
2.ระบบโลจิสติกส์ต้องเก็บภาษี Capital Gain Tax กับเจ้าของที่ดินที่อยู่รอบๆ สถานีรถไฟฟ้าและแนวเส้นรถไฟฟ้า เพราะได้รับประโยชน์เต็มๆ จากราคาที่ดินที่มีมูลค่าสูงขึ้นจากการที่มีรถไฟฟ้า
วิ่งผ่าน และให้เวนคืนที่ดินเพื่อสร้างส่วนที่เป็น Commercial โดยให้เอกชนบางส่วนมาประมูลแข่งขันกันสร้างเป็น Mixed Used Complex โดยจ่ายผลประโยชน์บางส่วนให้รัฐ จะทำให้พื้นที่รอบๆ สถานีดูสวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ต้องโดนพวกหาบเร่แผงลองยึดครองเป็นที่ทำมาหากิน ปล่อยความสกปรก และกีดขวางการเดินทางของคนเดินอย่างที่เราเห็นๆ กันอยู่ นอกจากนั้นร้านค้าใน Complex พวกนี้ยังไงก็ต้องเสียภาษี รัฐบาลก็จะมีรายได้เพิ่มด้วย
3.ส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้ผลิตผลทางการเกษตรในประเทศ โดย
3.1 ให้สิทธิประโยชน์ BOI โดยไม่เก็บภาษีเครื่องจักรนำเข้า ปลอดภาษีเงินได้ 5 ปีแรก จัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำโดยคิดที่อัตรา 0% และปลอดภาระดอกเบี้ยสำหรับ 3 ปีแรก หลังจากนั้นก็ให้คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำๆ อีกสัก 2 ปี พอหลังจาก 5 ปีไปแล้ว ค่อยคิดอัตราดอกเบี้ยตามอัตราตลาด โดยเน้นอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้ยางพาราและข้าว ซึ่งเป็นตัวสร้างปัญหาและภาระให้กับรัฐบาลมาตลอด เคยสงสัยกันไหมครับว่าทำไมมาเลเซียถึงมีอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากยางพาราที่ยิ่งใหญ่กว่าไทยเรา ทั้งๆ ที่ไทยเราเป็นประเทศที่ผลิตยางได้มากที่สุดในโลก นั่นเป็นเพราะวิสัยทัศน์ของรัฐบาลมาเลเซียที่เหนือกว่าไทยเราอย่างมาก มิฉะนั้น GDP Per Capita ของมาเลเซียจะเป็น 2 เท่าของไทย ทั้งๆ ที่ 30 ปีที่แล้วยังใกล้เคียงกันอยู่เลยได้หรือ
ทีแรกตั้งใจจะสรุปในตอนนี้ตอนเดียว แต่ด้วยเนื้อหาที่มากคงต้องมาอ่านตอนจบในบทความหน้ากันครับ







