
กองทุนหุ้นไทยรับบทผู้ร้าย
“ทิสโก้” ชี้ปีนี้กองทุนไทยเป็นผู้ร้ายกดดันดัชนีหุ้น แนะรอซื้อเดือน มิ.ย. เพราะเชื่อหุ้นไทยจะร่วง ก่อนเด้งในครึ่งปีหลัง
“ทิสโก้” ชี้ปีนี้กองทุนไทยเป็นผู้ร้ายกดดันดัชนีหุ้น แนะรอซื้อเดือน มิ.ย. เพราะเชื่อหุ้นไทยจะร่วง ก่อนเด้งในครึ่งปีหลัง
นายวิวัฒน์ เตชะพูลผล รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ เปิดเผยว่า ปีนี้กองทุนในประเทศจะเป็นตัวถ่วงสำหรับตลาดหุ้นไทย เพราะที่ผ่านมากองทุนไทยอยู่ในภาวะถือหุ้นมากเกินไป ทำให้ในช่วงเดือน มี.ค. มีแรงขายสุทธิออกมาเป็นครั้งแรกหลังจากซื้อสุทธิมาตลอด 3 ปี
“ปีนี้กองทุนในประเทศจะเป็นผู้ร้าย เพราะกองทุนรู้ว่าหุ้นไทยปีนี้จะไม่ขึ้นขาเดียวและทริกเกอร์ฟันด์ที่ออกมาจำนวนมากเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว แต่ไม่สามารถทำผลตอบแทนได้ตามเป้าหมายจะรอขายในจังหวะที่หุ้นขึ้น ขณะที่นักลงทุนต่างชาติจะเป็นพระเอก เพราะคาดว่าในเดือน มี.ค.นี้จะกลับมาซื้อสุทธิประมาณ 1-1.5 หมื่นล้านบาท” นายวิวัฒน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายวิวัฒน์ ประเมินว่าในเดือน พ.ค.-มิ.ย. 2559 นักลงทุนต่างชาติจะกลับมาขายสุทธิอีกครั้ง ทำให้ดัชนีหุ้นไทยร่วงมาอยู่ที่แนวรับ 1,350 จุด ช่วงเดือน มิ.ย. จึงแนะนำให้ทยอยซื้อสะสมเพื่อรอรับกระแสเงินทุนไหลเข้าอีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งมองว่าดัชนีจะขึ้นไปถึง 1,480 จุด ในปลายไตรมาส 3
“หากทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในช่วงปลายไตรมาส 3 ถึงต้นไตรมาส 4 และสามารถผ่านได้นักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาแน่ และทำให้หุ้นขึ้นได้ 60-100 จุด แต่ถ้าไม่ผ่านดัชนีก็จะตกไม่มาก” นายวิวัฒน์ กล่าว
นอกจากนี้ นายวิวัฒน์ กล่าวอีกว่า ตลาดหุ้นไทยจะปรับขึ้นชั่วคราวในเดือน เม.ย. โดยขึ้นไปไม่เกิน 1,430/1,450 จุด เพราะฉะนั้นยังเหลือโอกาสปรับขึ้นได้อีกประมาณ 40 จุด และคาดว่ากลุ่มที่จะปรับขึ้นในช่วงนี้ คือ หุ้นขนาดกลางและเล็ก วัสดุก่อสร้าง รั บเหมาฯ และอสังหาริมทรัพย์ เพราะราคายังไม่เพิ่มขึ้น
นายสาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ กล่าวว่า สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยแนะนำให้ลงทุน ทิสโก้ Mid/Small Cap อิควิตี้ (TICOMS) ที่เน้นลงทุนหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีอัตราการเติบโตสูง ซึ่งแม้ว่าในระยะสั้นจะมีความผันผวนสูง แต่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
“ตั้งแต่ต้นปีกองทุนยังติดลบ เพราะคนไล่ซื้อหุนขนาดใหญ่ทำให้ราคาหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กไม่ได้ปรับขึ้น แต่น่าจะเป็นจังหวะดีที่จะเข้าลงทุน เพราะผู้จัดการกองทุนมั่นใจว่า บริษัทที่เข้าลงทุนจะมีอัตราการเติบโต โดยหลังจากประกาศผลประกอบการไตรมาสแรก ปีนี้จะเห็นว่า มีอัตราการเติบโตสูงจริงๆ และหุ้นกลุ่มนี้จะกลับมา” นายสาห์รัช กล่าว
นอกจากนี้ นายสาห์รัช กล่าวอีกว่า บลจ.ทิสโก้ ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นและยุโรป เนื่องจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและนโยบายดอกเบี้ยติดลบ ขณะที่ตลาดเกิดใหม่ยังแนะนำลงทุนในอินเดียและจีน
“หุ้นยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจที่สุด เพราะในปัจจุบันยังมีสภาพคล่องล้นจากการทำคิวอีของ 3 ประเทศใหญ่อีก 8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งต้องหาที่ลงทุน ขณะที่ตราสารหนี้ดอกเบี้ยติดลบจึงต้องเข้าไปลงทุนหุ้น” นายสาห์รัช กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยติดลบ นายสาห์รัช กล่าวว่า ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีท) ในญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐน่าลงทุนเพราะผันผวนน้อยกว่าหุ้น มีการจ่ายปันผลที่ดีและสม่ำเสมอ และเงินปันผลมีการเติบโตต่อเนื่องทุกปี โดยอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่าดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล 2.64-3.46%
นายสุพงศ์วร เมี้ยนโภคา หัวหน้าฝ่ายจัดการลงทุนต่างประเทศ บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า 15 ปีที่ผ่านมา รีทให้ผลตอบแทนดีต่อเนื่องเทียบกับสินทรัพย์อื่น โดยผลตอบแทนสูงสุด 5 ปี และต่ำสุดในปี 2550 เพราะฉะนั้นจึงเป็นการกระจายการลงทุนที่ดี โดยเฉพาะรีทญี่ปุ่นและยุโรป







