
หนุนร่วมทุนคลังแอลเอ็นจี
พล.อ.อนันตพร เสนอ ปตท.-กฟผ.ร่วมทุนสร้างคลังแอลเอ็นจีใหม่ สั่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติชี้ขาดโดยเร็ว
พล.อ.อนันตพร เสนอ ปตท.-กฟผ.ร่วมทุนสร้างคลังแอลเอ็นจีใหม่ สั่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติชี้ขาดโดยเร็ว
พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ได้ขอให้บริษัท ปตท.และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปหารือเกี่ยวกับแนวทางการร่วมลงทุนสร้างคลังก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) แห่งใหม่ระหว่างทั้งสองหน่วยงานว่าจะมีความเป็นไปได้หรือไม่ เนื่องจากทั้งสองหน่วยงานเป็นภาครัฐ หากร่วมมือกันได้จะช่วยกันสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคต พร้อมทั้งสั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเร่งสรุปโดยเร็วว่าจะให้หน่วยงานใดเป็นผู้ลงทุน จากเดิมที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติขอเวลาศึกษา 3 เดือน
ก่อนหน้านี้ ปตท.มีแผนจะขยายคลังแอลเอ็นจีเพิ่มเติมในพื้นที่ จ.ระยอง จากปัจจุบันที่ ปตท.มีคลังแอลเอ็นจีขนาด 10 ล้านตัน/ปี ขณะที่ กฟผ.มีแผนลงทุนสร้างคลังแอลเอ็นจีลอยน้ำเป็นของ กฟผ.เอง เพื่อสนับสนุนก๊าซธรรมชาติสำหรับการผลิตไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าพระนครใต้
พล.อ.อนันตพร กล่าวหลังเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมรณรงค์ “รวมพลังคนไทย ลดพีคไฟฟ้า” ว่า กระทรวงพลังงานขอความร่วมมือกับประชาชนร่วมกันลดใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลา 14.00-15.00 น. เป็นระยะเวลา 2 เดือน ระหว่างวันที่ 20 มี.ค.-20 พ.ค. 2559 เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่มีความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (พีก) เพื่อช่วยลดพีกไฟฟ้าไม่ให้สูงขึ้นจนทำสถิติรอบใหม่ โดยตั้งเป้าหมายจะลดการใช้ไฟฟ้าลงให้ได้ 350 เมกะวัตต์
สำหรับมาตรการลดพีกประกอบไปด้วย 4 ด้าน ปิด ปรับ ปลด และเปลี่ยน ได้แก่ 1.การปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น 2.ปรับแอร์เพิ่ม 1 องศา 3.ปลดปลั๊กเมื่อเลิกใช้ 4.เปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีฉลากเบอร์ 5 ทั้งนี้ไฟฟ้าพีกของประเทศในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นปีละ 600 เมกะวัตต์ โดยความต้องการไฟฟ้าสูงสุดเฉลี่ยอยู่ในช่วงเวลา 14.00-15.00 น. ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากประชาชนบรรเทาอากาศร้อนด้วยการเปิดเครื่องปรับอากาศโดยลดระดับอุณหภูมิทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานหนัก
“ในปีนี้ได้คาดการณ์ว่าจะมีไฟฟ้าพีกอยู่ที่ระดับ 29,018 เมกะวัตต์ และมีระดับเฝ้าระวังวิกฤตอยู่ที่ 2.85 หมื่นเมกะวัตต์ สูงกว่าที่เกิดขึ้นจริงของปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ระดับ 27,346 เมกะวัตต์ โดยมีสาเหตุจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวมากขึ้น โดยกรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่าฤดูร้อนปีนี้อุณหภูมิจะสูงสุดที่ 44 องศา” พล.อ.อนันตพร กล่าว
ด้าน นายสุธน บุญประสงค์ รองผู้ว่าการระบบส่ง กฟผ. กล่าวว่า การหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งซอติก้าเมียนมา ระหว่างวันที่ 19-28 มี.ค. 2559 เพื่อการบำรุงรักษาประจำปี ทำให้ก๊าซธรรมชาติที่ส่งมาจากสหภาพเมียนมาหายไปประมาณ 630 ล้านลูกบาศก์ฟุต (ลบ.ฟุต)/วัน จากสภาพปกติส่งให้วันละ 1,100 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน ส่งผลกระทบต่อโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติในฝั่งภาคตะวันตกบางส่วนไม่มีเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า







