
หนี้นอกระบบ ปัญหาเชิงโครงสร้างและเชิงพฤติกรรมที่ต้องแก้ไข
โดย...ดร.ธัชพล กาญจนกูล รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส
โดย...ดร.ธัชพล กาญจนกูล รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส
เศรษฐกิจไทยในปี 2558 ขยายตัว 2.8% ซึ่งฟื้นตัวดีขึ้นจากปี 2557 ที่ขยายตัวเพียง 0.8% อย่างไรก็ตามถือว่าขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพที่ตั้งเป้าหมายไว้ไม่ต่ำกว่า 3% ซึ่งได้รับผลกระทบจากการผลิตภาคเกษตรที่ขยายตัวลดลงถึง -4.2%
ขณะที่การผลิตนอกภาคเกษตรขยายตัวสูงถึง 3.6% จากนั้นเมื่อเริ่มต้นปีใหม่ 2559 เศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ Fed ได้ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จึงเกิด Fund flow ไหลกลับสหรัฐอเมริกาอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจไทยเองยังคงทรงๆ ตัวจากการส่งออกที่ติดลบต่อเนื่อง ขณะที่การบริโภคก็เริ่มชะลอตัวถึงแม้จะได้รับแรงส่งจากมาตรการภาครัฐออกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ก.ย. 2558 ถึงปัจจุบันวงเงินสูงถึง 4.69 แสนล้านบาท
สะท้อนจากตัวเลขความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มส่งสัญญาณติดลบติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง ขณะเดียวกันปัญหาภัยแล้งเริ่มรุนแรงขึ้น ซ้ำเติมให้กำลังซื้อของเกษตรกรฐานรากลดลง เนื่องจากไม่สามารถพึ่งพิงรายได้จากการเพาะปลูกที่มีความไม่แน่นอนได้
ผมเองรู้สึกเป็นห่วงลูกค้าและประชาชนที่อาศัยรายได้จากอาชีพอิสระในภาคเกษตร การค้าขาย การรับจ้างทั่วไป ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ สะท้อนจากการเริ่มเห็นข่าวเกี่ยวกับตัวเลขหนี้ครัวเรือน และปัญหาหนี้นอกระบบตามสื่อต่างๆ มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม คาดว่าเร็วๆ นี้ รัฐบาลก็จะมีนโยบายในการแก้ไขหนี้นอกระบบเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนออกมา ซึ่งผมเองได้มีโอกาสทำการวิจัยเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบช่วงเป็นนักศึกษา วปอ. ขณะเดียวกันก็ได้มีโอกาสสนับสนุนนโยบายแก้ไขหนี้ในรัฐบาลต่างๆ ช่วงที่ผ่านมาทั้งสองครั้ง
พบว่ามีลูกหนี้ที่ขึ้นทะเบียนทั้งประเทศรวม 2.3 ล้านคน มูลหนี้กว่า 2.46 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่สามารถแก้ไขและหาข้อยุติได้ในระดับหนึ่ง และจากประสบการณ์ข้างต้นพบว่าการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน รวมถึงหนี้นอกระบบให้มีความยั่งยืนจะต้องแก้ที่ต้นเหตุครับ
สูตรสำเร็จ คือ เพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย สร้างวินัยให้ความรู้ทางการเงิน เบสิกพื้นฐานมากๆ แต่แก้ยากที่สุดครับ เพราะปัญหาหนี้นอกระบบ เป็นปัญหาที่ไม่มีเจ้าภาพจัดการ เป็นปัญหาทั้งเชิงโครงสร้างและขณะเดียวกันก็เป็นปัญหาเชิงพฤติกรรมส่วนตัวเป็นสำคัญ ซึ่งแก้ไขได้ยากต้องอาศัยหน่วยงานจากหลายภาคส่วนมาช่วยแก้ไข การแก้ไขที่ต้นเหตุเป็นอย่างไรผมขอนำเรียนเสนอสรุปย่อๆ ดังนี้ครับ
ปัญหาเชิงโครงสร้างก็ต้องแก้ที่โครงสร้าง ปัญหาเชิงพฤติกรรมก็ต้องแก้ที่บุคคลและสังคมรอบข้าง แต่การก่อหนี้เพื่อแก้หนี้ถึงแม้จะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาแต่ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียเช่นกัน วิธีแก้ไขภาครัฐต้องจริงจัง ประชาชนผู้เป็นหนี้ก็ต้องจริงใจ
ก่อนอื่นต้องมีเจ้าภาพมีหน่วยงานเข้ามารับผิดชอบอย่างจริงจังครับ มีหน้าที่มุ่งไปว่าจะทำอย่างไรให้รายได้ประชาชนเพิ่มขึ้น ทำอย่างไรรายจ่ายทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็นจะลดลง ทำอย่างไรให้ประชาชนมีวินัยและความรู้ทางการเงิน โดยการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงมาเป็นแนวทางพัฒนา ซึ่งพระองค์ท่านได้พระราชทานแนวคิดและทรงปฏิบัติให้เห็นเป็นตัวอย่างให้แล้ว ขาดแต่ผู้ที่จะนำพาประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นปฏิบัติ ปฏิรูป ให้เป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง
เมื่อเรามีหน่วยงานปรับโครงสร้างและพัฒนาหนี้ภาคประชาชน ที่รับผิดชอบโดยตรง การทำงานเชิงรุกแบบบูรณาการก็จะเกิดขึ้นทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการลงทะเบียนประชาชนผู้มีปัญหาเรื่องหนี้ทั้งหมดเพื่อให้รู้ว่าใครจำเป็นเดือดร้อนจริง มีหน่วยงานวิเคราะห์สาเหตุกลั่นกรองคัดแยกลูกหนี้ออกเป็นระดับต่างๆ
เช่น ระดับที่สามารถปรับเปลี่ยนมาเป็นลูกหนี้ในระบบได้ หรือระดับที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนเข้ามาเป็นหนี้ในระบบได้ ซึ่งต้องใช้วิธีการแก้ไขที่เข้มงวดขึ้น และมีรูปแบบที่แตกต่างออกไป จากนั้นส่งต่อให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ในการพัฒนาและส่งเสริมความรู้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป แต่ในการลงพื้นที่ปฏิบัติจริงต้องเชื่อมโยงกับชุมชน ด้วยการยกระดับกองทุนหมู่บ้านให้สามารถเป็นตัวแทนภาครัฐส่งผ่านบริการทางการเงินตามกฏหมาย เพราะจะเป็นองค์กรที่ทราบดีว่าพฤติกรรมและปัจจัยพื้นฐานของครอบครัวหรือบุคคลนั้นๆ เป็นอย่างไร จากงานวิจัยของผมที่ผ่านมา พบว่าการแก้ไขหนี้นอกระบบผ่านกองทุนหมู่บ้านส่วนใหญ่แล้วสามารถแก้ไขหนี้นอกระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะใช้กฎเกณฑ์ทางสังคมในการให้ความช่วยเหลือและบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงพฤติกรรมของลูกหนี้
ขณะเดียวกันปัญหาด้านเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างการผลิต การออม การลงทุน ภาครัฐจำเป็นต้องอำนวยความสะดวกสาธารณูปโภคพื้นฐานโดยเฉพาะปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ และปัจจัยการผลิต รวมถึงความรู้ที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพให้กับชุมชนเพื่อสร้างรายได้และลดค่าใช้จ่าย
รวมถึงการส่งเสริมชุมชนให้เข้มแข็งมีบทบาทบริหารจัดการและพึ่งพาตนเองมากขึ้น ซึ่งจะเป็นพลังที่เข้มแข็งเพราะเขาจะรู้ว่าชุมชนตนเองขาดอะไร ต้องการอะไร และจำเป็นต้องมีอะไร เช่น ปัจจัยการผลิต แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร มีตลาดสินค้าที่ราคาถูกที่สมาชิกผลิตและนำมาซื้อขายแลกเปลี่ยนหมุนเวียนกันในชุมชน รวมถึงการมีโรงสีเป็นของชุมชน มีโรงกรองน้ำดื่มสะอาดในราคาประหยัดซึ่งจำเป็นมาก มียุ้งฉางกลางหรือไซโลสำหรับรับซื้อและเก็บสินค้าเกษตรจากสมาชิกโดยชุมชนเป็นพ่อค้าคนกลางแทน โดยมีเป้าหมายให้เศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชนและสามารถพึ่งพาตนเองได้ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ผมยังมีมุมมองที่ดีต่อภาวะเศรษฐกิจของไทยที่จะกลับมาฟื้นตัวได้ดีในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมา และเม็ดเงินจากการลงทุนในโครงสร้าง
พื้นฐานต่างๆ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่อเนื่องครับ โดยผมมีข้อสังเกตและความเห็นส่วนตัวว่าหากเรามีมาตรการเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว
ต่อหัวให้เพิ่มสูงขึ้นโดยท้องถิ่นของไทยได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงเป็นธรรม
และสิ่งสำคัญคือการเร่งรัดโครงการลงทุนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆ ให้เกิดการประมูลและทำสัญญาเพื่อจะส่งสัญญาณสำคัญให้ภาคเอกชนเกิดความเชื่อมั่น ขณะเดียวกันหากสามารถพลิกวิกฤตภัยแล้งให้เป็นโอกาสด้วยการส่งเสริมเร่งระดมทุกภาคส่วนขุดลอกคูคลอง แหล่งน้ำต่างๆ ที่แห้งขอดตอนนี้
รวมถึงการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยทดแทนรูปแบบเดิมจะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในท้องถิ่นในช่วงหน้าแล้งนี้ ผมคาดว่าถ้าสามารถดำเนินโครงการต่างๆ เหล่านี้ได้ การบริโภคภาคเอกชนก็น่าจะฟื้นตัวขึ้นและเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวมากกว่า 3% ครับ







