posttoday
9 กฎเหล็ก สร้างความมั่งคั่งจากการลงทุน

9 กฎเหล็ก สร้างความมั่งคั่งจากการลงทุน

16 มีนาคม 2559

โดย...วีระพล บดีรัฐ

โดย...วีระพล บดีรัฐ

สําหรับใครก็ตามที่ลงทุนด้วยเงินตัวเองที่มาจากน้ำพักน้ำแรง ด้วยคาดหวังให้ผลจากการลงทุนนั้นช่วยสร้างความมั่งคั่งในอนาคต และจะรู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนกับความสูญเสียหรือการขาดทุนในเงินลงทุนนั้นทุกครั้ง 9 กฎเหล็กต่อไปนี้จะช่วยให้ท่านอยู่กับการลงทุนที่มีความไม่แน่นอนสูงได้อย่างเป็นสุข

1.ลงทุนแบบนักลงทุน ไม่ใช่นักเก็งกำไร เพราะนักลงทุนจะลงทุนด้วยกลยุทธ์พร้อมวินัยในการลงทุนที่ชัดเจนว่าเมื่อไหร่จะต้องทำอะไร วางกลยุทธ์และเลือกแผนการลงทุนทั้งแผนหลักและแผนสำรองให้พร้อม ในขณะที่นักเก็งกำไรจะลงทุนด้วยความหวังทำกำไรจากการซื้อ-ขาย ระยะสั้นๆ คำถามประจำตัวคือ ช่วงนี้ลงทุนอะไรดี หุ้นตัวนี้/กองทุนนี้ ตอนนี้ขายดีไหม ซึ่งการลงทุนที่มีแบบแผนและแนวทางที่ชัดเจน จะรู้ว่าเมื่อไหร่ควรทำอะไร ในขณะที่การเก็งกำไรท่านจะทำได้แค่เพียงลงเงินและภาวนาให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่อยากให้เป็นเท่านั้น

2.ไม่มีใครรู้อนาคต การไล่ตามข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญคนโน้นที คนนี้ที แล้วก็เลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญบอก โดยขาดการไตร่ตรองด้วยความรู้และเข้าใจในข้อมูลนั้นอย่างจริงจัง เท่ากับการนำอนาคตไปผูกไว้กับคนอื่น เพราะในความเป็นจริงไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้หุ้นตัวใดจะขึ้นหรือลงจริง (ยกเว้น Insider) ไม่มีใครรู้ว่าในการประชุมธนาคารกลางสหรัฐรอบต่อไปจะมีผลการประชุมอย่างไร ทั้งหมดเป็นการคาดการณ์ด้วยหลักวิชาตามที่แต่ละคนมี ซึ่งมีโอกาสถูกหรือผิดทั้งสิ้น ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดคือ การเข้าใจว่าข้อมูลใดมีโอกาสถูกหรือผิดมากแค่ไหน และถ้าเชื่อกฎข้อแรก (ไม่เป็นนักเก็งกำไร) เราจะไม่เคลื่อนไหวไปมาตามคำบอกเล่า โดยไม่มีแผนระยะยาวรองรับโดยเด็ดขาด เพราะถ้าจะมีใครสักคนที่รู้อนาคต เขาก็คงไม่มาป่าวประกาศให้ทุกคนรู้อย่างแน่นอน

3.ผลลัพธ์ในอดีตไม่ได้ยืนยันสิ่งที่จะเกิดได้จริงในอนาคต ประโยคเตือนนักลงทุนที่พยายามบอกว่า การที่กองทุนรวมใด หรือบริษัทจำกัดใด เคยมีผลประกอบการในอดีตดีเลิศ ไม่ได้เป็นการยืนยันว่าแนวทางหรือระบบที่เคยสร้างผลตอบแทนที่ดีเลิศในอดีตนั้นจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีเลิศเช่นเดิมได้ในอนาคต ประหนึ่งว่าคนที่ทำได้ดี 10 ครั้ง ไม่ได้แปลว่าครั้งที่ 11 จะล้มเหลวไม่ได้ หรือคนที่เคยล้มเหลวมา 10 ครั้ง จะทำสำเร็จในครั้งที่ 11 ไม่ได้ การเข้าใจเรื่องนี้ จะทำให้เราไม่ปล่อยให้การลงทุนใดๆ ขึ้นอยู่กับคนอื่นโดยขาดการติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด

4.อย่ายืมเงินคนอื่นมาลงทุน ถึงแม้การยืมเงินคนอื่นอาจช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีได้มากในภาวะตลาดขาขึ้นหรือช่วงเศรษฐกิจดี แต่การยืมเงินคนอื่นอาจทำให้เราสูญเสียความมั่งคั่งที่มีไปอย่างคาดไม่ถึง พร้อมทั้งการไปไม่ถึงเป้าหมายที่ควรจะเป็น

5.อย่าลงทุนในเรื่องที่ไม่เข้าใจโดยเด็ดขาด เพราะความไม่รู้คือความเสี่ยงชนิดหนึ่ง ใครๆ ก็สามารถสูญเสียเงินลงทุนไปโดยใช่เหตุได้จากความไม่รู้ ทั้งที่เสียค่าธรรมเนียมสูงเกินไป ขาดทุนเพราะไม่เข้าใจเงื่อนไขของทางเลือกลงทุนนั้น หรือแม้แต่การถูกหลอกหรือโดนกลโกงของมิจฉาชีพ ดังนั้นไม่ว่าการลงทุนนั้นจะดูน่าสนใจหรือมีโอกาสทำกำไรขนาดไหน ถ้าตอบตัวเองไม่ได้ว่าเข้าใจกระบวนการได้มาหรือเสียไปของเงินลงทุน เงื่อนไขทุกข้อที่การลงทุนนั้นมี ก็ไม่ควรรีรอที่จะตอบปฏิเสธการลงทุนนั้นๆ

6.อย่าปล่อยให้คนอื่นตัดสินใจลงทุนแทน เพราะไม่มีใครจะเห็นประโยชน์ของคนอื่นสูงกว่าประโยชน์ของตัวเอง ดังนั้นการลงทุนใดๆ จึงควรที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง การใช้ประโยชน์จากผู้เชี่ยวชาญถือว่ามีความจำเป็น แต่สุดท้ายก็เป็นเพียงการนำข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญมาประกอบการตัดสินใจ แต่ไม่ใช่การยกเงินที่มีไปให้ใครคนอื่น เลือกลงทุนได้อย่างอิสระโดยหวังว่าเขาจะทำประโยชน์ให้เราอย่างเต็มที่

7.เก็งกำไรด้วยเงินที่พร้อมสูญเสีย เพราะการเก็งกำไรคือการเสี่ยงนำเงินไปกับการคาดหวังให้ บางสิ่งบางอย่างให้ผลลัพธ์ที่ถูกใจเราในระยะสั้น ภายใต้สมมติฐานที่อาจขาดหลักการรองรับ (คิดเหมือนคนเล่นหวย) ดังนั้นหากต้องการจะเก็งกำไร ก็ขอให้อย่าใช้เงินที่อาจมีผลกระทบกับชีวิตในอนาคต เช่น อย่าเก็งกำไรด้วยเงินออมวัยเกษียณ หรือเงินเก็บของครอบครัว เป็นต้น

8.อย่าทุ่มเทเงินลงทุนทั้งหมดในสินทรัพย์ประเภทเดียว “Don’t put all your eggs in one basket” เพราะสินทรัพย์เปลี่ยนแปลงขึ้นลงต่างกัน การมีสินทรัพย์ที่หลากหลายทำให้ในบางช่วงเวลา สินทรัพย์บางรายการจะช่วยลดความสูญเสียให้กับการลงทุนโดยรวมได้ ซึ่งในมิติของการกระจายให้หลากหลาย ในสินทรัพย์ประเภทเดียวกัน ผู้ลงทุนยังสามารถกระจายทั้งในเชิง ในประเทศ/ต่างประเทศ หรือกระจายบริษัทที่บริหารจัดการได้ด้วย

9.อย่าให้ผลประโยชน์ทางภาษีทำให้การลงทุนผิดสัดส่วนที่ควรเป็น การได้รับประโยชน์ทางภาษีจากการลงทุน หลายครั้งทำให้นักลงทุนมีสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น เช่น ตามระดับความเสี่ยงควรมี “หุ้นหรือกองทุนหุ้น” อยู่ประมาณ 40% ของเงินลงทุนรวมทั้งหมด แต่ในหลายโอกาสที่นักลงทุนส่วนใหญ่มัวแต่สนใจประโยชน์ทางภาษีจนซื้อ LTF กันจนเต็มสิทธิในทุกปี จนทำให้สัดส่วนหุ้นที่มีเกินไปเป็นอันมากได้

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค