
เจียดงบรุก4เมกะเทรนด์โลก
คณะทำงานประชารัฐด้านการศึกษา เสนอของบกระทรวงศึกษาฯ ปีละ 2 หมื่นล้าน ลุยวิจัย 4 เมกะเทรนด์
คณะทำงานประชารัฐด้านการศึกษา เสนอของบกระทรวงศึกษาฯ ปีละ 2 หมื่นล้าน ลุยวิจัย 4 เมกะเทรนด์
นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะประธานคณะทำงานประชารัฐฝ่ายเอกชน ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำขับเคลื่อนและยกระดับมาตรฐานการศึกษา เปิดเผยว่า คณะทำงานจะเสนอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณจากกระทรวงศึกษาธิการประมาณ 2 หมื่นล้านบาท/ปี เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนการวิจัยใน 4 กลุ่มงานวิจัยที่เป็นกระแสหลักหรือเมกะเทรนด์ของโลกในอนาคต ซึ่งจะทำให้ไทยเป็นฮับการวิจัยของภูมิภาคได้
สำหรับกลุ่มการวิจัยที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญ ประกอบด้วย 1.ไบโอเทคโนโลยี ซึ่งเป็นกลุ่มที่จะเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร สุขภาพ และการแพทย์ โดยเฉพาะในด้านเกษตรไทยเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบที่สำคัญ แต่ยังอ่อนในเรื่องของการแปรรูป 2.ดิจิทัลเทคโนโลยี 3.เทคโนโลยีหุ่นยนต์ (โรบอติกเทคโนโลยี) ซึ่งการพัฒนาในอนาคตจะไปถึงขั้นที่หุ่นยนต์เข้ามาทำงานหลายด้านแทนคนได้ และ 4.นาโนเทคโนโลยี
“ทั้ง 4 ด้านถือเป็นเมกะเทรนด์ของโลกในอนาคต ดังนั้นเราต้องนำนักวิจัยที่มีศักยภาพเข้ามาในประเทศไทย ดึงสถาบันการศึกษาเข้ามาช่วย ถ้าทำได้เราจะกลายเป็นฮับด้านการวิจัยมาตรฐานโลกของภูมิภาคที่เพื่อนบ้านจะต้องมาใช้ แต่การจะทำให้เกิดผลได้จะต้องใช้งบประมาณด้านละ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3.5 หมื่นล้านบาท เราจึงเสนอให้รัฐบาลนำงบจากส่วนของกระทรวงศึกษาธิการที่ได้รับจัดสรร 5 แสนล้านบาท/ปี มาใช้ปีละ 2 หมื่นล้านบาท หรือ 5 ปี รวมเป็นเงิน 1 แสนล้านบาท ก็เห็นผลแล้ว” นายศุภชัย กล่าว
นายศุภชัย ระบุว่า คณะทำงานประชารัฐด้านการศึกษาพื้นฐานฯ เป็น 1 ใน 12 คณะทำงานประสานงานด้านประชารัฐที่รัฐบาลตั้งขึ้น โดยคณะทำงานชุดนี้มีหน้าที่ยกระดับมาตรฐานการศึกษาของประเทศทุกมิติ ตลอดจนผลักดันงานด้านการวิจัยซึ่งถือเป็นการศึกษาที่ได้ความรู้สูงสุด และขณะนี้ได้แยกการทำงานเป็น 5 กลุ่มคณะทำงานย่อย ได้แก่ 1.กลุ่มระบบฐานข้อมูลสถานศึกษาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล 2.กลุ่มหลักสูตรคู่มือการจัดการเรียนการสอนและทักษะภาษาอังกฤษ 3.กลุ่มพัฒนาผู้นำ ครู และการมีส่วนร่วมของชุมชน 4.กลุ่มเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ และ 5.กลุ่มพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่
ทั้งนี้ ปีนี้ได้มีการคัดเลือกโรงเรียนเพื่อเข้าร่วมโครงการ 7,424 แห่ง ในเฟสแรกที่มีการตอบรับมาแล้วคือ 3,322 แห่ง ซึ่งในการปฏิบัติจะมีบุคลากรที่มีความรู้โดดเด่นด้านการศึกษา 1,000 ด้านการศึกษา รับผิดชอบลงไปดูแลการปรับปรุงในแต่ละด้าน โดย 1 คนจะดูแลโรงเรียนประมาณ 3 แห่ง และคนทั้งหมดนี้จะทำงานประสานกับศูนย์ปฏิบัติการในเขตพื้นที่ที่มีทั้งรัฐ เอกชน ภาคประชาสังคมเป็นผู้สนับสนุน และมีการประสานงานกับศูนย์ปฏิบัติการส่วนกลางที่คอยติดตามให้การปรึกษาและปรับการทำงานของผู้เชี่ยวชาญที่ลงไปทำงานในพื้นที่
ปัจจุบันมีบริษัทเอกชน 10 แห่งได้ตกลงที่จะพัฒนาผู้นำของบริษัท เพื่อส่งมาร่วมทำงานในส่วนนี้ รวมถึงจะมีการสนับสนุนด้านงบประมาณด้วย ในขณะที่เป้าหมายของคณะทำงาน คือ ต้องการให้มีบริษัทเอกชนจำนวนมากๆ โดยเฉพาะการร่วมสนับสนุนงบ 1 บริษัท 1 โรงเรียน
“หากสร้างความร่วมมือขึ้นมาจากทุกฝ่าย ทั้งจากบริษัทเอกชน ภาครัฐ หรือพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กได้ จะช่วยสร้างค่านิยมใหม่ สร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษาของประเทศได้ โดยคาดว่าภายใน 5 ปี ทุกอย่างจะเริ่มเห็นผล และอีก 10-15 ปี จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในประเทศได้” นายศุภชัย กล่าว







