
อิออนชะลอสินเชื่อ
อิออน ชะลอบุกสินเชื่อรายย่อยไทย หลังเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า มุ่งจับลูกค้ารายได้ 3 หมื่นขึ้น
โพสต์ทูเดย์ - อิออน ชะลอบุกสินเชื่อรายย่อยไทย หลังเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า มุ่งจับลูกค้ารายได้ 3 หมื่นขึ้น
นายยาซูฮิโกะ คอนโดะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจรายย่อยในปีนี้ คาดว่าจะเติบโตไม่มาก สินเชื่อรายย่อยจะขยายตัวเป็นเลขหลักเดียวเหมือนปีที่แล้ว เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยชะลอลง ประกอบกับการส่งออกมีแนวโน้มติดลบ ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของลูกค้า ทำให้สถาบันการเงินต้องระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน
ทั้งนี้ อิออนเน้นทำธุรกิจอย่างรัดกุมต่อเนื่องอีก 1 ปี โดยให้ทีมติดตามหนี้ดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง คือ พนักงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการส่งออก ควบคู่กับการคัดกรองสินเชื่อใหม่ จะพิจารณาสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ไม่เกิน 50% และให้วงเงินแรกไม่มาก เพื่อดูความสามารถในการชำระหนี้และวินัยการเงิน ก่อนพิจารณาปรับให้ตามความเหมาะสม
สำหรับแนวทางการขยายฐานลูกค้าในปีนี้จะมุ่งเน้นกลุ่มคนที่มีรายได้ปานกลางถึงบน หรือรายได้ต่อเดือน 3 หมื่นบาทขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังมีกำลังซื้อ และกลุ่มคนที่เพิ่งเริ่มทำงานไม่ถึง 2 ปี ไม่เคยมีหนี้ โดยผลิตภัณฑ์เน้นบัตรเครดิตมากกว่าสินเชื่อบุคคล ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนลูกค้ารายได้ปานกลางถึงบนจาก 10% เป็น 15-20% ภายใน 5 ปี
“การขยายฐานลูกค้ากลุ่มบนคงเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะการแข่งขันสูงจากธนาคารพาณิชย์ที่เน้นจับตลาดในกลุ่มเดียวกัน แต่อิออนก็ยังไม่ปรับรายได้ขั้นต่ำ โดยสินเชื่อบุคคลยังกำหนด 8,000 บาท บัตรเครดิต 1.5 หมื่นบาท แต่การวิเคราะห์สินเชื่อจะรัดกุมมากขึ้น” นายคอนโดะ กล่าว
ด้านกลยุทธ์การบุกลูกค้ารายได้ปานกลางถึงบนในกลุ่มบัตรเครดิต คือจะเพิ่มพันธมิตรทางธุรกิจหลักมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีการบินไทยและบัตรแรบบิท โดยล่าสุด ร่วมกับบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ออกบัตรเครดิตอิออน เอ็ม เจน วีซ่า เพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ ตั้งเป้าเพิ่มฐานลูกค้า 1 แสนใบ ภายใน 5 ปี
นายคอนโดะ กล่าวว่า ปีนี้ตั้งเป้าหมายเพิ่มบัตรเครดิตใหม่อีก 3.5-3.6 แสนใบ จากปัจจุบันมีทั้งหมด 2 ล้านใบ และคุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ไม่เกิน 2-3% จากพอร์ตสินเชื่อรวมของอิออนทั้งสิ้น 4 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นพนักงานบริษัทเอกชนสัดส่วน 50% ข้าราชการ 15-20% และโรงงาน 20-30%







