
ผุดโรงเรียนปั้นแอนิเมชั่นไทย
“คาโดกาว่า” ทุ่มงบ 30 ล้าน ผุดโรงเรียนสอนแอนิเมชั่น ปั้นเด็กรุ่นใหม่ผลิตคอนเทนต์สู่สากล
“คาโดกาว่า” ทุ่มงบ 30 ล้าน ผุดโรงเรียนสอนแอนิเมชั่น ปั้นเด็กรุ่นใหม่ผลิตคอนเทนต์สู่สากล
นายเท็ตสึยะ โคกะ ประธานบริหารและซีอีโอ บริษัท คาโดกาว่า คอนเทนท์ส อะคาเดมี่ ผู้ผลิตด้านสื่อสิ่งพิมพ์ วิดีโอ สื่ออินเทอร์เน็ต และโรงเรียนแอนิเมชั่นจากญี่ปุ่น เปิดเผยว่า บริษัทยังมั่นใจว่ากระแสแอนิเมชั่นและคาแรกเตอร์การ์ตูนญี่ปุ่นในตลาดคนไทยยังมีโอกาสอีกมาก ในปีนี้บริษัทจึงได้เข้ามาเปิดสาขาโรงเรียนสอนแอนิเมชั่นในไทย ก่อนขยายไปยังมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ในปีหน้า
“การขยายสาขามายังไทยนั้นถือว่าเป็นประเทศที่ 2 หลังเปิดสาขาที่ไต้หวันไปเมื่อปี 2557 ซึ่งบริษัทมองว่าไทยเป็นประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดี เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และความชื่นชอบในตัวการ์ตูนญี่ปุ่นของคนไทยนั้นยังเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยใช้เงินลงทุน 30 ล้านบาท ประกอบไปด้วย เครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ พื้นที่เช่าและอุปกรณ์ต่างๆ ไม่เกี่ยวกับทุนจดทะเบียนบริษัทมูลค่า 2 ล้านบาท” นายโคกะ กล่าว
สำหรับการเข้ามาขยายสาขาในครั้งนี้ จะมุ่งสร้างความรู้ด้านแอนิเมชั่นให้กับคนไทยและกระตุ้นให้เกิดการสร้างวัฒนธรรมด้านตัวการ์ตูนและคอนเทนต์ให้เป็นของคนไทยเอง จากประสบการณ์ในการทำงานของคาโดกาว่ากรุ๊ป ทั้งในเรื่องของสื่อสิ่งพิมพ์ วิดีโอ สื่ออินเทอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น การเปิดหลักสูตรเหล่านี้จะช่วยเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้เรียนอย่างมาก
ทั้งนี้ มูลค่าตลาดของสื่อบันเทิงจากญี่ปุ่นในไทยนั้นมีมูลค่ามากกว่า 4,600 ล้านบาท/ปี การเข้าร่วมชมกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับคาแรกเตอร์ญี่ปุ่นของคนไทยอยู่ที่หลักแสนคนขึ้นไป ชี้ให้เห็นถึงกระแสความนิยมในการ์ตูนแอนิเมชั่นญี่ปุ่นยังมีทิศทางที่ดีอย่างยาวนาน นอกจากนี้ ประเทศไทยและอินโดนีเซียยังถือว่าเป็นตลาดที่สามารถทำธุรกิจเกี่ยวกับลิขสิทธิ์สินค้าที่ระลึก ซึ่งมีคาแรกเตอร์เป็นตัวการ์ตูนญี่ปุ่นได้อย่างต่อเนื่องรองจากประเทศจีน
“เราไม่มีตัวเลขเกี่ยวกับมูลค่าตลาดแอนิเมชั่นญี่ปุ่นในไทย เพราะไม่มีการเก็บข้อมูลจากหน่วยงานกลางที่ชัดเจน แต่กระแสความนิยมต่างๆ ทั้งการ์ตูน ภาพยนตร์ แอนิเมชั่น จะช่วยสร้างมูลค่าและการรับรู้ของคนไทยได้เองเหมือนอย่างในอดีต ดังนั้นเราจึงเร่งสร้างทักษะมากกว่าหวังยอดรายได้ในแต่ละปี จึงไม่ได้ตั้งเป้าที่ชัดเจนในเรื่องเม็ดเงินรายได้” นายโคกะ กล่าว
ด้านการทำตลาดบริษัทจะเร่งทำการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และช่องทางออนไลน์ต่างๆ รวมทั้งสื่อนอกบ้าน สถานีรถไฟฟ้า และห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่างๆ โดยคาดว่าจะมีผู้สนใจมาสมัครเรียนในปีแรกประมาณ 400 คน และในอีก 3 ปีเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 คน หากมีนักเรียนที่สามารถพัฒนาทักษะของตัวเองจนเป็นนักออกแบบคาแรกเตอร์ด้วยฝีมือคนไทยเองได้ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากแล้ว
นอกจากนี้ การเข้ามาตั้งสาขาในไทยบริษัทได้รับการรับรองจากทางกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับหลักสูตรต่างๆ และมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด รวมทั้งได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในเรื่องของการยกเว้นกิจการซอฟต์แวร์และกิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน โดยจะพิจารณาอนุมัติตามขอบข่ายของธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมและตามความจำเป็นของกิจการเป็นกรณีๆ ไป







