
ไทยขาดกองทุนอิงเงินเฟ้อ
“มอร์นิ่งสตาร์” ชี้ไทยยังขาดกองทุนให้ผลตอบแทนอิงเงินเฟ้อ เชื่อเกิดยาก ต้องใช้ฝีมือมาก
“มอร์นิ่งสตาร์” ชี้ไทยยังขาดกองทุนให้ผลตอบแทนอิงเงินเฟ้อ เชื่อเกิดยาก ต้องใช้ฝีมือมาก
นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์อาวุโส บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ในปัจจุบันกองทุนรวมของไทยยังไม่มีกองทุนที่ให้ผลตอบแทนอิงกับอัตราเงินเฟ้อมากนัก ทั้งที่เป็นกองทุนที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนที่ต้องการรักษามูลค่าของเงินในอนาคตไม่ให้ถูกลดค่าจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทุกปี
“เวลาวางแผนการเงินสำหรับเกษียณ เรามักกลัวกันว่าเงินออมที่มีอยู่จะไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในอนาคต เนื่องจากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นทุกปี แต่หากมีกองทุนหรือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนอิงกับอัตราเงินเฟ้อก็จะช่วยได้มาก แต่ประเทศไทยยังไม่มีการลงทุนประเภทนี้ออกมาขายให้นักลงทุนรายย่อยมากนัก โดยในปัจจุบันมีกองทุนประเภทนี้ไม่อยู่ไม่เกิน 5 กองทุน” นายกิตติคุณ กล่าว
นายกิตติคุณ คาดว่าสาเหตุที่ประเทศไทยไม่มีกองทุนที่ให้ผลตอบแทนอิงกับอัตราเงินเฟ้อออกมานั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปริมาณพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนอิงกับเงินเฟ้อมีไม่มาก และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะการบริหารกองทุนประเภทดังกล่าวทำได้ยาก เนื่องจากต้องทำให้กองทุนมีผลตอบแทนเป็นบวกและชนะเงินเฟ้อทุกปี
“มันเหมือนจะเป็นการรับประกันผลตอบแทน ทำให้การบริหารกองทุนทำได้ยาก และต้องใช้ฝีมือ ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนคงไม่อยากจะทำ” นายกิตติคุณ กล่าว
นายกิตติคุณ ยังกล่าวว่า หากประเทศไทยมีการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนอิงกับเงินเฟ้อจะเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนดีขึ้นในระยะยาว เมื่อประกอบกับการเอาใจใส่ในรายละเอียดเล็กน้อยในประเด็นอื่น
ทั้งนี้ จากงานวิจัยเรื่ององค์ประกอบของการวางแผนทางการเงินที่ดีของมอร์นิ่งสตาร์ พบว่านักลงทุนสามารถเพิ่มรายได้หลังเกษียณได้ถึง 22.6% หรือเทียบเท่ากับมีผลตอบแทนชนะตลาดได้ปีละ 1.5% หากมีการวางแผนการเงินที่ใส่ใจองค์ประกอบ 5 ข้อ ต่อไปนี้
1.การมองสินทรัพย์โดยรวม ที่ประกอบด้วยสินทรัพย์ทางการเงิน อสังหาริมทรัพย์ สวัสดิการหลังเกษียณ และแรงงาน
“การแนะนำเรื่องการวางแผนการเงินในปัจจุบันไม่ค่อยมองในส่วนอื่น แต่มักจะมองเฉพาะสินทรัพย์ทางการเงิน แต่ในชีวิตจริงคนเรามีหลายพอร์ต เช่น การมองด้านต้นทุนมนุษย์ ซึ่งในช่วงต้นวันทำงานจะมีแรงในการทำงานหาเงินมากกว่าหลังเกษียณ” นายกิตติคุณ กล่าว
2.การปรับเปลี่ยนอัตราส่วนการเบิกถอนเงินหลังเกษียณทุกปี แม้ว่าในต่างประเทศจะแนะนำให้เบิกถอนเงินสำหรับใช้จ่ายหลังเกษียณปีละ 4% ของเงินที่มีอยู่ แต่ควรจะทบทวนอัตราการเบิกถอนทุกปี เพราะสถานการณ์ต่างๆ เปลี่ยนไป
3.การซื้อประกันบำนาญ ประมาณ 25% ของสินทรัพย์รวม เพื่อเป็นหลักประกันรายได้ ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ทางการเงินเพียงอย่างเดียวที่สามารถรับประกันรายได้ได้ 4.การใช้ประโยชน์จากสิทธิทางภาษีอย่างเต็มที่ เช่น การลงทุนในกองทุนตลาดเงิน กองทุนตราสารหนี้ แทนการฝากเงินหรือซื้อหุ้นกู้ เพราะไม่ต้องเสียภาษี และ 5.การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนอิงกับเงินเฟ้อ







