posttoday
คนไทยไม่น้อยหน้าใครในโลกเลย

คนไทยไม่น้อยหน้าใครในโลกเลย

02 มีนาคม 2559

โดย...วิทวัส ชัยปาณี

โดย...วิทวัส ชัยปาณี

กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีประชากรเฟซบุ๊ก (Facebook) หนาแน่นเป็นอันดับหนึ่งของโลก ประเทศไทยใช้ไลน์ (Line) มากที่สุดเป็นอันดับสองของโลกรองจากญี่ปุ่น ชมออนไลน์วิดีโอผ่านยูทูบเป็นอันดับสองของโลก ทั้งที่มีประชากรอยู่เพียง 68 ล้านคน แต่กลับมีผู้ใช้และเปิดเบอร์โทรศัพท์มือถือมากถึงร้อยกว่าล้าน แถมยังใช้อินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่ (Mobile Internet) มากถึง 44 ล้านคน การบริโภคสื่อออนไลน์และเสพติดโซเชียลมีเดียมากจนใช้โทรศัพท์มือบริโภคข่าวสารเฉลี่ยวันละเกินกว่า 5 ชั่วโมง

ขณะที่การชมโทรทัศน์เหลือเวลาดูเฉลี่ยวันละเพียง 1 ชั่วโมง แถมยังเปิดจออื่นดูไปด้วย เรียกว่าพฤติกรรมบริโภคหลายจอ (Multi-Screen Behavior) ไม่ได้มีสมาธิรับชมรายการโทรทัศน์อย่างจริงจัง

มาถึงขั้นนี้แล้ว ยังมีคนพูดให้ได้ยินบ่อยๆ ว่า เรื่องอินเทอร์เน็ต โลกออนไลน์ โซเชียลมีเดีย และการใช้โทรศัพท์มือถือตลอดเวลา เป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่และคนเมืองอย่างคนกรุงเทพฯ เท่านั้น

เคยเห็นคนรุ่นที่ถูกเรียกว่า ปู่ ย่า ตา ยาย ในวันนี้ เล่นไลน์ไหม เขาส่งไลน์สติ๊กเกอร์กันเป็นว่าเล่น แถมยังถ่ายรูปหรือเสิร์ชหารูปแล้วเซฟ (Save) ออกมาตกแต่งสีและใส่ข้อความลงไป พอถึงวันจันทร์ก็ต้องเป็นรูปดอกไม้สีเหลืองและพิมพ์ข้อความประกอบว่า “สวัสดีวันจันทร์ วันนี้วันดี” แล้วก็ส่งเข้ากลุ่มไลน์อย่างคล่องแคล่ว ทำกันเป็นทั่วบ้านทั่วเมืองแล้วมิใช่หรือ? คนต่างจังหวัดก็ไม่แพ้คนกรุง ถ้าใครขยันดูคลิปในช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยูทูบหรือเฟซบุ๊กจะพบว่าคนต่างจังหวัดเป็นคนโพสต์อะไรต่อไรมากมาย

อย่าลืมว่าเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งเคยเป็นของคนเมืองที่ฐานะดีเท่านั้น แต่ต่อมาทั้งค่าเครื่องโทรศัพท์ และค่าบริการก็ถูกลงเรื่อยๆ ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือจึงเพิ่มขึ้นจากหลักแสนเป็นหลายสิบล้าน หลังจากนั้นก็เติบโตอย่างรวดเร็วจนทะลุเกินกว่าจำนวนประชากร ประวัติศาสตร์นี้จะซ้ำรอยอีกครั้งกับอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพราะสมาร์ทโฟนถูกลงทุกวัน มีสมาร์ทโฟนมือสองแบบ ไอโฟน 5, ซัมซุง เอส 5 ให้คนต่างจังหวัดซื้อได้ในราคาแสนถูก ค่าบริการเหมาจ่ายสำหรับอินเทอร์เน็ตก็ถูกลงเรื่อยๆ ผมขอทำนายว่า จากผู้ใช้ 44 ล้านในปัจจุบัน จะพุ่งขึ้นเป็น 60 ล้าน ในเวลา 1-2 ปีเท่านั้น

บรรดานักการตลาด นักสื่อสารการตลาด นักโฆษณา นักประชาสัมพันธ์คงต้องถามตัวเองแล้วว่า เราใช้สื่อออนไลน์กันเป็นจริงๆ หรือยัง?

วันนี้... ภาพยนตร์โฆษณาทางสื่อดั้งเดิมแบบโทรทัศน์ ไม่ได้มีอิทธิพลต่อการผลักดันให้ลงมือปฏิบัติ เช่น ลงมือซื้อสินค้าอีกต่อไป ถ้านักการตลาดคนใดยังหันมาตั้งคำถามกับลูกน้องหรือเอเยนซีโฆษณาว่า “หนังโฆษณาเรื่องใหม่ออกมาพักนึงแล้ว ทำไมของยังขายไม่ได้?” แสดงว่า ตกขบวนอย่างแท้จริง เพราะอะไรหรือครับ? เพราะวันนี้หน้าที่ของโฆษณาทางโทรทัศน์และสื่อดั้งเดิม ทำหน้าที่ได้แค่การสร้างการรับรู้ (Awareness) สร้างความสนใจในสินค้า (Interest) และอย่างมากก็ได้ถึงขั้นตัดสินใจว่าอยากจะซื้อ (Desire) แต่ไม่สามารถทำให้เกิดการปฏิบัติ (Action) ได้เหมือนในอดีต

ผู้คนส่วนใหญ่ในวันนี้ จะเช็กข้อมูลสินค้าผ่านโลกออนไลน์ ก่อนจะควักเงินในกระเป๋าซื้อสินค้า ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ การเช็กข้อมูลไม่ใช่เพียงการเปิดเสิร์ชเอนจิ้นอย่างกูเกิล แล้วกดหาข้อมูล หรือศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์เท่านั้น แต่เราจะเห็นการ “โยนคำถาม” ลงในโซเชียลมีเดียเป็นประจำ ทั้งในพันทิป สังคมเฟซบุ๊ก ไลน์

“กาแฟอะไรอร่อย ช่วยบอกกันหน่อย” “เสื้อลูกเปื้อนคราบน้ำมัน ผงซักฟอกนั่น ซักออกเหมือนในโฆษณาจริงหรือเปล่าคะ” ฯลฯ

สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นในยุคปัจจุบันก็คือ หลายแบรนด์หลายองค์กรทุ่มเงินลงโฆษณาผ่านสื่อเสียใหญ่โต โฆษณาก็ดี ตอบโจทย์ทุกอย่าง แต่ของก็ยังขายไม่ได้ เป็นเพราะอะไร? คำตอบที่แท้จริงคือ ผู้บริโภครับรู้จากโฆษณาเรียบร้อยแล้ว แต่พอไปหาข้อมูลในโลกออนโลน์ มันไม่มีให้เขาดู หรือถ้าแย่ไปกว่านั้น มันมีบทวิจารณ์ที่เป็นลบกับสินค้า เพราะไม่ได้มีการบริหารข่าวสารในโลกออนไลน์ ทั้งๆ ที่เป็นเครื่องมือที่ผลักดันให้เกิดการซื้อและเปลี่ยนพฤติกรรม!!!

ถ้าลองถามดู ก็มักจะได้คำตอบว่า... ทำแล้ว ทำเยอะแยะ มีเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และมีไลน์สติ๊กเกอร์ด้วย

ฮ่า ฮ่า ฮ่า ... หัวเราะฟันร่วงเลย ถ้าคิดว่านั้นคือการที่ทำแล้ว ถึงเวลาเริ่มต้นใหม่ คิดกันแบบใหม่ๆ และลงมือทำกันจริงๆ ได้แล้วครับ

ถึงเวลา RE-START !!!

(อ่านต่อฉบับหน้า)

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน