posttoday
ธุรกรรมเงินออนไลน์ รับง่าย-จ่ายคล่อง

ธุรกรรมเงินออนไลน์ รับง่าย-จ่ายคล่อง

28 กุมภาพันธ์ 2559

หากเอ่ยถึงคำว่า ฟินเทค (FinTech) หรือ Finance มารวมกับ Technology นั้น หมายถึงการใช้เทคโนโลยี

โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

หากเอ่ยถึงคำว่า ฟินเทค (FinTech) หรือ Finance มารวมกับ Technology นั้น หมายถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยให้ตลาดเงินหรือบริการที่เกี่ยวกับเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะเห็นได้จากการที่กลุ่มสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ที่ค้นหาโมเดลการทำธุรกิจด้านการเงินโดยใช้ไอทีมาเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อน

ยกตัวอย่างเช่น สต็อคเรดาร์ส (StockRadars) ที่ปรึกษาเรื่องการเล่นหุ้นผ่านแอพพลิเคชั่น โฟลว์แอคเคาท์ (FlowAccount) บริการระบบบัญชีออนไลน์ และช็อคโก้คาร์ด (ChocoCard) ธุรกิจบัตรสะสมแต้มจากร้านอาหารในเครือเพื่อนำไปให้ผู้บริโภคใช้ในการแลกรางวัลและรับส่วนลดในครั้งต่อไป

ในส่วนของอี-วอลเลต (e-Wallet) นั้น คือกระเป๋าเงินออนไลน์ที่เข้ามาช่วยเหลือเรื่องการจ่าย โอน เติม ชำระบิล ผ่านระบบกระเป๋าเงินอัจฉริยะด้วยการผูกกับบัตรเครดิต เดบิตหรือเติมเงินผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสต่างๆ โดยจะมีอัตราเงินสูงสุดได้ไม่เกิน 2-5 หมื่นบาท ตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด

คาดระยะยาว การชำระเงินทั้งสองรูปแบบนี้ถือว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่จะเข้ามาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคในอนาคต ซึ่งปัจจุบันผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์มากขึ้นถึง 40% ถือว่าใกล้เคียงกับการใช้จ่ายผ่านธนาคารรูปแบบเดิม โดยบริการอี-วอลเลตที่มีให้บริการในปัจจุบัน เช่น เพย์สบาย (Paysbuy) ทรูวอลเลต (True Wallet) แอร์เพย์ (Airpay) เป็นต้น

พอล ศรีวรกุล ประธานบริหารกลุ่ม เอคอมเมิร์ซ กล่าวว่า การใช้จ่ายแบบอี-วอลเลตและฟินเทค ช่วยเพิ่มความสะดวกแก่ผู้บริโภคก็จริง แต่ผู้ใช้งานไม่ได้ต้องการระบบที่วุ่นวายและมีความซ้ำซ้อน ดังนั้นธนาคารของไทยควรออกแบบระบบให้ใช้งานง่าย

“ในต่างประเทศมีจำนวนบัตรเครดิตเยอะมากก็จริง แต่เมื่อต้องการใช้จ่ายผ่านระบบออนไลน์นั้น จะผ่านระบบของวีซ่าหรือมาสเตอร์การ์ดเท่านั้น ไม่ว่าจะใช้งานบัตรของธนาคารใด แต่ระบบหลังบ้านจะมาจากที่ใดที่หนึ่ง ทำให้ง่ายต่อการจัดเก็บข้อมูลและประเมินการใช้จ่ายได้อย่างถูกต้องแม่นยำ” พอล กล่าว

ทั้งนี้ การที่กลุ่มธุรกิจธนาคารเริ่มมองเห็นโอกาสในการพัฒนาธุรกิจ และเข้ามาเจาะตลาดออนไลน์ ในรูปแบบของการจัดตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่ โดยไม่เกี่ยวข้องกับทางสำนักงานใหญ่ของธนาคารนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะเป็นการเจาะตลาดที่ตรงจุด

“อีกปัญหาหนึ่งที่ธนาคารที่เจาะตลาดออนไลน์ควรคำนึงถึงนั้น คือการทำโปรโมชั่นดึงดูดให้ผู้ค้าเข้ามาใช้งานก่อน เพราะตัวผู้บริโภคนั้นพร้อมที่จะใช้งานในช่องทางเหล่านี้อยู่แล้ว เพราะคนรุ่นใหม่เรียนรู้การใช้งานแอพพลิเคชั่นได้ไวมาก ยิ่งในอนาคตการจ่ายเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้จะมาตอบโจทย์ด้านการใช้จ่าย ดังนั้นภาคธนาคารควรที่จะลดต้นทุนในส่วนของการติดตั้งอุปกรณ์หรือการเข้าใช้งานระบบสำหรับร้านค้าจาก 3-5% ให้เหลือเพียง 1-2% หรือไม่คิดในส่วนนี้เลย จะช่วยให้ผู้ค้าอยากทดลองใช้บริการมากขึ้น” พอล กล่าว

ทางด้านของศูนย์รวมข้อมูลเพื่อความสำเร็จของธุรกิจเอสเอ็มอี (SME) นั้น เผยข้อมูลเกี่ยวกับฟินเทคว่า จะเป็นเครื่องมือและโอกาสในการเสริมศักยภาพให้แก่ธุรกิจสตาร์ทอัพให้เติบโตได้แบบก้าวกระโดด เพราะจะช่วยเพิ่มการบริหารจัดการ แก้ปัญหาฉ้อโกงและรั่วไหลทางการเงิน ออมเงินและส่งเสริมการวางแผนทางการเงิน เพื่อปรับใช้ได้กับทั้งสินค้าและบริการทุกประเภท

จากมูลค่ารวมของธุรกิจสตาร์ทอัพที่เกี่ยวข้องกับฟินเทค ย้อนหลังไปในปี 2556 นั้นมีมูลค่าอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท เพียงปีเดียวโตแบบก้าวกระโดดถึง 4 เท่าตัว รวมเป็นมูลค่าถึง 1.2 หมื่นล้านบาท ในปี 2557 และมีแนวโน้มการเติบโตไม่หยุด แต่ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขออกมา ธุรกิจที่เหมาะสมกับการนำฟินเทคไปปรับใช้ คือ ร้านอาหาร ท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งบริษัทในเครือข่าย FinTech มีการเติบโตสูงมาก ปัจจุบันมีบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับฟินเทคมากถึง 248 บริษัททั่วโลก

ทางด้านของ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ตลาดดอทคอม กล่าวว่า ปีนี้เราจะเห็นธนาคารแยกตัวออกมาจัดตั้งบริษัทใหม่ ที่เข้ามาดูแลในเรื่องของเทรนด์การใช้จ่ายออนไลน์มากขึ้น เพราะการจ่ายเงินแบบออนไลน์แบบเดิมจะไม่สามารถจัดเก็บข้อมูลที่ถูกต้องได้

“ธนาคารเอกชน ไม่ว่าจะเป็นไทยพาณิชย์ ที่แยกบริษัทออกมาทำด้านฟินเทคโดยเฉพาะ หรือกสิกรไทยที่เข้าไปสนับสนุนสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ให้พัฒนาช่องทางนี้มากขึ้น นับว่าเป็นแนวโน้มที่ดี เพราะฟินเทคของไทยนั้นยังมีน้อย หากได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคคนไทยมากขึ้น คาดว่าการให้บริการด้านดิจิทัลของธนาคารจะมาจาก 2 ส่วน คือ โปรดักต์ที่ธนาคารสร้างเอง และการร่วมเป็นพาร์ตเนอร์กับสตาร์ทอัพในการทำงานร่วมกัน” ภาวุธ กล่าว

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า กลุ่มเป้าหมายในตลาดที่มีอายุประมาน 20-50 ปี ประกอบไปด้วย เจนเอ็กซ์และเจนวายนั้นรวมกันอยู่ที่ 80% ของประชากรทั้งหมด โดยคนเหล่านี้จะอยู่ในโลกออนไลน์และสมาร์ทโฟน เพราะร้านค้าออนไลน์กว่า 5 แสนรายในไทยนั้น มักเป็นการเลือกชมสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียก่อนตัดสินใจและโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม ซึ่งอาจเกิดการเปลี่ยนใจยกเลิกการซื้อได้ เพราะยังไม่จ่ายเงินทันที ทำให้แบรนด์เสียโอกาสที่จะสร้างรายได้ หากเจ้าของธุรกิจไม่พัฒนาช่องทางการจ่ายเงินผ่านมือถือให้ง่ายและสะดวกเข้าไว้ ก็จะเสียลูกค้ากลุ่มนี้ในทันที

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ปี 2558-2559 จะมีการลงทุนโครงสร้างเทคโนโลยีพื้นฐานหรือโครงข่ายบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต ทั้งแบบมีสายและไร้สายเพิ่มขึ้น คาดว่าภายใน 1-2 ปีนี้ ลูกค้ากว่า 40% ของธนาคารจะหันมาใช้ช่องทางออนไลน์มากขึ้น แบ่งเป็นโมบายแบงก์กิ้งที่มีอัตราการเติบโตกว่า 60% ในปีที่ผ่านมามูลค่าธุรกรรมเดือนละกว่า 1 แสนล้านบาท ธุรกิจดิจิทัลแบงก์กิ้งของไทยยังมีโอกาสโตอีกมาก เพราะมีสัดส่วนการใช้บริการน้อยกว่าในภูมิภาคเอเชีย เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และญี่ปุ่น ที่มีผู้ใช้งานกว่า 700 ล้านคน และมีการใช้งานมากถึง 80% ในขณะที่ไทยมีเพียง 19% เท่านั้น หากภาครัฐสนับสนุนนโยบายเน้นเรื่องลดการใช้เงินสด โดยสนับสนุนให้ใช้บัตรเดบิตในการชำระเงินแทน แต่ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีจำนวนบัตรเดบิต/เครดิตน้อยแค่คนละเพียง 0.75 บัตรเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ