
หนี้เสีย(ยัง)ไม่ท่วมธนาคารไทย
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
รายงานของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และบริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) ที่ระบุตรงกันว่า กลุ่มประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออก กำลังประสบกับปัญหาหนี้เสียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำทั้งน้ำมัน แร่เหล็ก และถ่านหิน โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น บีรัว โคล เอเนอร์จี ของอินโดนีเซีย และสหวิริยาสตีลอินดัสตรี (เอสเอสไอ) ของไทย
ภาพรวมหนี้เสียจะเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทยอัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้เสียยังไม่สูงจนจะก่อปัญหาต่อเศรษฐกิจ บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย ยืนยันว่า อัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เริ่มชะลอตัวลง จากที่ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดในไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว
ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า เอ็นพีแอลจะค่อยๆ ลดลงในเวลา 12-18 เดือน หลังจากที่หนี้เพิ่มถึงจุดสูงสุด เป็นไปตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และการระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน
ข้อมูลเอ็นพีแอลที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่ สินเชื่อด้อยคุณภาพก่อนหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (Gross NPL) ในปี 2558 ในไตรมาสแรกเอ็นพีแอลใหม่และหนี้ที่ปรับโครงสร้างหนี้แล้วกลับมาเป็นหนี้เสีย (Re Entry) รวมกันเป็น 65,268 ล้านบาท ไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นเป็น 67,316 ล้านบาท และในไตรมาส 3 เพิ่มสูงสุดเป็น 99,652 ล้านบาท ก่อนจะลดลงมาเหลือ 66,199 ล้านบาท ในไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา
แต่ยอดรวมเอ็นพีแอลของระบบธนาคารพาณิชย์ในปี 2558 มียอดคงค้าง 3.375 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6.03 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วน Gross NPL ต่อสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้นเป็น 2.55% จาก 2.15% สินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special Mention Loan : SM) มียอดคงค้างทั้งสิ้น 3.141 แสนล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 2.23 หมื่นล้านบาท ทำให้สัดส่วน SM ต่อสินเชื่อรวมลดลงมาอยู่ที่ 2.38% จาก 2.61% ณ สิ้นปี 2557
หากดูสัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมไม่ถึง 3% นับว่าเป็นอัตราที่ไม่สูงมากนัก แต่ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ฝากความหวังไว้กับภาวะเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจดีโอกาสที่หนี้เสียจะลดลงก็มีมากขึ้น
บุญทักษ์ กล่าวต่อไปว่า หนี้เสียที่มีสัดส่วนมากที่สุดในขณะนี้ คือ หนี้เสียภาคการเกษตร ทั้งเกษตรแปรรูป และอุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งเป็นไปตามการตกต่ำของราคา และปัญหาภัยแล้งที่ทำให้ภาคเกษตรได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่งจะต้องดูแลลูกค้าใกล้ชิด ประคับประคองให้ผ่านไปได้
แน่นอนว่า เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าส่งผลกระทบต่อรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคเอกชน โดยเฉพาะครัวเรือนภาคเกษตรและธุรกิจเอสเอ็มอี โดยรายได้ของภาคครัวเรือนที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตและการส่งออกปรับลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าและการส่งออกสินค้าที่ยังหดตัวต่อเนื่อง รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรที่อยู่ในระดับต่ำ และภาวะภัยแล้ง ส่งผลกระทบต่อรายได้ของครัวเรือนเกษตร
การฝากความหวังกับภาวะเศรษฐกิจดูท่าว่าจะลำบาก เพราะคาดการณ์ของ ธปท.ที่ประเมินว่า ภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวอย่างช้าๆ ทำให้ฐานะทางการเงินภาคเอกชนและคุณภาพสินเชื่อของภาคสถาบันการเงินด้อยลง ขณะที่ภาวะอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน ทำให้เกิดพฤติกรรมการแสวงหาผลตอบแทน และยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น (Search for Yield) ทั้งในตลาดทุนและตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจเป็นการสะสมความเปราะบางในระบบเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม แม้นักวิเคราะห์ทั้งหลายจะมองไปในทิศทางเดียวกันว่าหนี้เสียจะเพิ่มขึ้น แต่ ธปท.เองก็ยังยืนยันว่า สถาบันการเงินไทยไม่มีปัญหา จะไม่เกิดปัญหาเหมือนในปี 2540 แน่นอน เนื่องจากสถาบันการเงินของไทยได้ปรับระบบ ปรับโครงสร้างการทำงาน การบริหารความเสี่ยงที่ดี
สำหรับที่ ธปท.ยืนยันว่าธนาคารพาณิชย์ไทยยังแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพดีนั้น เพราะได้มีการกันสำรองสำหรับสินเชื่อเพิ่มขึ้น โดยเงินสำรองของระบบธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นเป็น 4.44 แสนล้านบาท ขยายตัว 11.7% จากระยะเดียวกันของปีก่อน มีสัดส่วนเงินสำรองที่มีต่อเงินสำรองพึงกันลดลงมาอยู่ที่ 156.3%
นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ยังมีสะสมทุนไว้รองรับความผันผวนของเศรษฐกิจ ในสิ้นปี 2558 ระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 22,286,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากการจัดสรรกำไรประจำปีเป็นเงินกองทุน การเพิ่มทุนและการออกตราสารที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ส่งผลให้อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 17.4% และ 14.5% ตามลำดับ
แม้ธนาคารจะยังคงมีกองทุนสูงและสำรองหนี้เสียเกินมาตรฐาน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการตัดกำไรส่วนหนึ่งสมทบเข้าไปเพื่อแลกกับความแข็งแกร่ง ทำให้อัตราการทำกำไรของธนาคารเริ่มลดลง ซึ่งเป็นไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจ







