
จับคู่ซื้อข้าวทั้งระบบ
แนวคิดในการจับคู่ระหว่างโรงสีกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวของกระทรวงพาณิชย์
โดย...ห้าแยกคลองเตย
แนวคิดในการจับคู่ระหว่างโรงสีกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อผลักดันให้เจ้าของโรงสีเข้าไปรับซื้อข้าวเปลือกล่วงหน้าจากชาวนาเพื่อพยุงราคา กลายเป็นหนึ่งในแผนการผลิตและการตลาดข้าวแบบครบวงจรที่จะนำมาใช้ในปี 2559/2560 นี้ ซึ่งจะช่วยลดปัญหากรณีที่ข้าวออกสู่ตลาดช่วงต้นฤดูมีจำนวนมากกระจุกตัว แต่จะทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องเกาะติด
ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงว่า สาเหตุที่ต้องให้โรงสีมาทำแผนรับซื้อข้าวเปลือกในแต่ละพื้นที่เพาะปลูก เพื่อป้องกันปัญหาการขายข้าวเปลือกไม่ได้ของเกษตรกร หรือขายได้ในราคาต่ำ เพราะมองว่าหลังจากที่คณะทำงานวางแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรได้กำหนดปริมาณการผลิตข้าวเปลือกปี 2559/2560 ไว้ที่ประมาณ 25-27 ล้านตัน ซึ่งถือว่ามีความชัดเจนในแง่ตัวเลขมากขึ้น จึงได้ส่งข้อมูลให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดพื้นที่เพาะปลูกว่า แต่ละพื้นที่จะปลูกข้าวชนิดใดบ้าง เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณที่กำหนดไว้ดังกล่าว ข้าวจะได้ไม่ล้นทะลักจนควบคุมราคาไม่ได้
“แนวคิดนี้คือเมื่อกระทรวงเกษตรฯ วางแผนกำหนดพื้นที่เพาะปลูกข้าวแต่ละชนิดเสร็จสิ้นแล้ว จะทำให้ทราบว่าผลผลิตข้าวแต่ละชนิดมีปริมาณเท่าไหร่ และเมื่อผลผลิตข้าวเปลือกออกมา ก็จะดึงโรงสีในพื้นที่ให้มารับซื้อข้าว ซึ่งการวางแผนล่วงหน้าจะทำให้ทราบว่าโรงสีแต่ละพื้นที่มีกำลังการผลิตรอบรับข้าวเปลือกทั้งหมดมากน้อยแค่ไหน หากไม่เพียงพอจะได้แก้ไขปัญหาต่อไป เช่น อาจให้กรมการค้าภายในหาโรงสีนอกพื้นที่เข้ามารับซื้อ หรืออาจจัดตลาดนัดข้าวเปลือก เพื่อให้ชาวนาขายข้าวได้ในราคาไม่ตกต่ำ เพื่อป้องกันการกดราคารับซื้อ” ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าว
ขณะที่ความเห็นจากฝั่งภาคเอกชน มานัส กิจประเสริฐ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว โดยพร้อมที่จะสนับสนุน แต่ต้องการให้กระทรวงพาณิชย์มีการจับคู่ซื้อขายข้าวแบบครบวงจร หรือทั้งห่วงโซ่ หากให้โรงสีไปจับคู่ซื้อขายข้าวเปลือกกับชาวนาในพื้นที่แล้ว จะต้องให้ผู้ซื้อจากโรงสี ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการข้าวในประเทศ หรือผู้ส่งออกข้าว ทำการตกลงซื้อขายข้าวกับโรงสีภายใต้สัญญาเดียวกันกับชาวนา เพื่อผลักดันให้เกิดการซื้อขายทั้งระบบ จะช่วยทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก
“แนวทางดังกล่าวมองว่าควรต้องทำเป็นพันธสัญญา หรือสัญญามาตรฐานทั้งห่วงโซ่ของระบบข้าว ไม่ควรทำแยกออกจากกัน เพราะหากให้โรงสีทำสัญญาซื้อขายข้าวล่วงหน้ากับชาวนา โรงสีก็ต้องนำข้าวส่วนนั้นไปขายต่อ ดังนั้นกระทรวงพาณิชย์ควรเป็นคนกลางในการหารือ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงทั้งระบบ เชื่อว่าก็จะเป็นช่องทางที่จะทำให้ผลผลิตชาวนามีแหล่งรองรับ ส่วนราคาซื้อขายก็ยึดราคาตลาดเป็นหลัก” มานัส ระบุ
โครงการจับคู่ซื้อข้าวระหว่างชาวนาและโรงสี ถือเป็นหนึ่งในแผนที่จะทำให้ชาวนามีช่องทางในการขายข้าวได้มากขึ้น แต่จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความร่วมมือจากทุกฝ่ายเช่นกัน
ก่อนหน้านี้กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกดังกล่าว รัฐบาลจะสนับสนุนให้โรงสีที่เข้าร่วมโครงการสามารถกู้เงินจากสถาบันการเงิน โดยรัฐบาลจะชดเชยอัตราดอกเบี้ยให้ในอัตรา 3% จากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปกติ และให้โรงสีนำเงินกู้ดังกล่าวไปซื้อข้าวเปลือกจากชาวนามาเก็บไว้ในโกดัง 3-4 เดือน
ซึ่งมีโรงสีที่สมัครเข้าร่วมโครงการ 140 แห่ง คาดว่าจะรองรับการเก็บสต๊อกข้าวเปลือกได้ 2-3 ล้านตัน







