
ซาอุฯ-รัสเซียจับมือ ‘คง’กำลังการผลิต
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
อาลี อัล ไนมี รัฐมนตรีน้ำมันซาอุดิอาระเบีย เปิดเผยว่า ทั้งซาอุดิอาระเบีย รัสเซีย กาตาร์ และเวเนซุเอลา ต่างตกลงกันคงอัตราการผลิตไม่ให้เพิ่มหรือน้อยลงไป หลังการพบปะพูดคุยที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เมื่อวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยกาตาร์จะเป็นฝ่ายตรวจสอบการคงกำลังการผลิตดังกล่าว หลังจากที่ราคาน้ำมันถูกกลับไม่ทำให้เศรษฐกิจโลกดีขึ้น
สอดคล้องกับที่ ยูโลจิโอ เดล ปิโน รัฐมนตรีน้ำมันเวเนซุเอลา เรียกร้องบรรดาผู้ผลิตในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) และนอกโอเปก ให้คงกำลังการผลิตไม่ให้เพิ่มมากกว่าในปัจจุบัน เพื่อที่จะช่วยผลักดันราคาน้ำมัน
โอลิเวอร์ จาคอป หัวหน้าที่ปรึกษาด้านน้ำมัน ปิโตรแมทริกซ์ บริษัทวิจัยจากสวิตเซอร์แลนด์ เปิดเผยว่า การคงกำลังการผลิตดังกล่าวจะช่วยนำไปสู่หนทางที่ราคาจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2016 นี้
จากข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ระบุว่า ซาอุดิอาระเบียผลิตน้ำมัน 10.2 ล้านบาร์เรล/วัน ในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ต่ำกว่าจุดสูงสุดในเดือน มิ.ย. 2015 ที่ 10.5 ล้านบาร์เรล/วัน เล็กน้อย ในขณะที่รัสเซียสามารถผลิตได้ 10.9 ล้านบาร์เรล/วัน ในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา สูงที่สุดนับตั้งแต่หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991
ภายหลังจากการประกาศคงกำลังการผลิต ราคาน้ำมันตลาดไนเมกซ์ปรับตัวขึ้น 0.4 เซนต์ เป็น 29.48 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เมื่อเวลา 20.41 น. ร่วงลงจากก่อนการเปิดเผยผลการประชุมที่สูงสุด 31.53 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบเบรนต์ซื้อขายอยู่ที่ 33.30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ร่วงลงจากก่อนการเปิดเผยผลการประชุมที่ 35.55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
ก่อนหน้านี้ ริก สปูเนอร์ หัวหน้านักวิเคราะห์ ซีเอ็มซี มาร์เก็ตส์ บริษัทซื้อขายตราสารอนุพันธ์ในซิดนีย์ เปิดเผยว่า แม้การพบปะในครั้งนี้เป็นความก้าวหน้าในตลาดน้ำมัน อย่างไรก็ตามถ้าซาอุดิอาระเบียและรัสเซียตกลงกันปรับลดกำลังการผลิตได้ จะกลายเป็นการยกส่วนแบ่งการตลาดให้กับผู้ผลิตอื่น
“ยังอีกไกลที่จะถึงเป้าหมาย คาดการณ์ของเราคือ ถ้ารักษาการผลิตให้มีสภาพเช่นนี้ต่อไป ยังต้องใช้เวลาอีกราว 12-18 เดือน ในการทำให้ตลาดน้ำมันกลับคืนสู่สมดุล” สปูเนอร์ กล่าว
เช่นเดียวกันกับ เดวิด ฟิกคลิงคอลัมนิสต์ของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ผู้คว่ำหวอดในวงการสินค้าโภคภัณฑ์ ระบุก่อนหน้านี้ว่า ประเด็นในการพูดคุยระหว่างผู้ผลิตในครั้งนี้ จะไม่ใช่การพูดคุยเพื่อเพิ่มหรือปรับลดกำลังการผลิต แต่เป็นการพูดคุยเพื่อหาทางคงส่วนแบ่งการตลาดที่แต่ละฝ่ายไม่ยอมเสียไป
สำหรับในตลาดใหญ่ที่สุดอันดับ 2 รองจากสหรัฐ อย่างจีน รัสเซียเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดจนมากกว่าซาอุดิอาระเบีย โดยคว้าส่วนแบ่งการตลาดไป 14% เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา มากกว่าซาอุดิอาระเบียที่ 13% และยังเพิ่มขึ้นจาก 3.7% ในปี 2011 ในขณะนั้นซาอุดิอาระเบียครองส่วนแบ่งการตลาดไปถึง 19%
ผู้ผลิตรายอื่นพยายามเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในจีนเช่นกัน เช่น อิรัก ที่ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นจาก 5.3% ในปี 2011 เป็น 9.6% เท่ากับโอมาน ที่เพิ่มส่วนแบ่งการตลาดจาก 7.1% แต่ท่ามกลางเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง แรงซื้อจากจีนจึงไม่มากเท่ากับที่บรรดาผู้ผลิตต้องการ







