
ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว ปรับลดลงค่อนข้างมาก
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (8-12 ก.พ. 2559) ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (5 วันทำการ) มีมูลค่ารวม 449,655.58 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 89,931.12 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 6%
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (8-12 ก.พ. 2559) ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (5 วันทำการ) มีมูลค่ารวม 449,655.58 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 89,931.12 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 6%
ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 67% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 301,934 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 112,649 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 12,922 ล้านบาท หรือคิดเป็น 25% และ 3% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้นตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาลที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB206A (อายุ 4.4 ปี) LB196A (อายุ 3.3 ปี) และ LB21DA (อายุ 5.9 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 35,682 ล้านบาท 19,619 ล้านบาท และ 12,984 ล้านบาท ตามลำดับ
ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชนที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา รุ่น BAY164A (AAA(tha)) มูลค่าการซื้อขาย 1,786 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา รุ่น CENTEL163B (A) มูลค่าการซื้อขาย 602 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร รุ่น CPF163A (A+) มูลค่าการซื้อขาย 530 ล้านบาท
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับลดลงค่อนข้างมากในเกือบทุกช่วงอายุตราสาร โดยเฉพาะตราสารรุ่นอายุ 10 ปี ปรับลดลงถึง 24 bps. จาก 2.30% ในสัปดาห์ก่อนหน้าเป็น 2.06% โดยอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ จากการที่ตลาดรับรู้ Sentiment ในเชิงลบ ไม่ว่าจะเป็นรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐประจำเดือน ม.ค. ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นเพียง 1.51 แสนตำแหน่ง น้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 2 แสนตำแหน่ง โดยนักลงทุนเริ่มเข้าถือสินทรัพย์ปลอดภัยที่ไม่ใช่สกุลเงินเหรียญสหรัฐ มีผลทำให้ในวันอังคารที่ 9 ก.พ. ดัชนีนิกเกอิปรับลดลง 918.86 จุด อยู่ที่ 16,085.44 จุด (ลดลง 5.40% จากวันก่อนหน้า) และมีการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี กดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรดังกล่าวปรับลดลงติดลบแตะระดับต่ำสุดที่ -0.08% ส่วนค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นแตะระดับ 115.41 เยน/เหรียญสหรัฐ (แข็งค่าขึ้น 0.43 เยน หรือประมาณ 0.37%)
รวมถึงในวันพฤหัสบดีที่ 11 ก.พ.เจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ออกมาส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุม FOMC ในเดือน มี.ค. จากการที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐ นักลงทุนจึงเริ่มกระจายการลงทุนกลับเข้าสู่กลุ่มประเทศ Emerging Market อีกครั้ง ทั้งนี้นักลงทุนติดตามรายงาน GDP ไตรมาส 4/2558 ของญี่ปุ่น ซึ่งจะรายงานในวันจันทร์
สัปดาห์ที่ผ่านมา (8 ก.พ.-12 ก.พ. 2559) มีกระแสเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทยรวมสุทธิ 13,987 ล้านบาท โดยเป็นการซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปี) 17,311 ล้านบาท และขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว (อายุมากกว่า 1 ปี) 3,324 ล้านบาท







