
หุ้นกลุ่มค้าปลีกซื้อได้ แต่ต้องเลือกตัว
โดย...จิตรา อมรธรรม
โดย...จิตรา อมรธรรม
ภาพรวมของการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ดีนัก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของ GLOBAL, BIGC และบางส่วนของ MAKRO ทำให้ผู้ประกอบทั้ง 3 ยังไม่น่าสนใจนัก ในขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศปีนี้จะค่อยเป็นค่อยไปและเร่งตัวขึ้นในครึ่งปีหลัง ประชาชนที่มีกำลังซื้อจึงพร้อมจะจับจ่ายใช้สอยได้ก่อน ผู้ประกอบการอย่าง HMPRO ที่มีฐานลูกค้าอยู่ในตลาดกลาง-บนใน กทม.และเมืองใหญ่ และ ROBINS ที่มีฐานลูกค้ากลาง-บนในต่างจังหวัด จะฟื้นตัวก่อน ทั้ง HMPRO (ราคาพื้นฐาน 10 บาท) และ ROBINS (ราคาพื้นฐาน 54 บาท) ซึ่งมีโครงสร้างทางการเงินแข็งแกร่งทั้งคู่ และราคาหุ้น Laggard กว่ากลุ่มทั้งคู่ จึงเป็นหุ้นเด่นของ FSS
มาตรการลดหย่อนภาษีตอกย้ำมุมมองของเราว่าคนระดับกลาง-บน พร้อมจับจ่าย
ตัวเลขการบริโภคเอกชนและดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับเพิ่มขึ้นในช่วง 4Q15 มองเป็นการฟื้นตัวชั่วคราว เพราะสอดคล้องกับปัจจัยฤดูกาล และได้รับผลบวกจากมาตรการลดหย่อนภาษีสินค้าและบริการ 1.5 หมื่นบาท ในช่วง 7 วันสุดท้ายของปี ทั้งนี้ในเดือน ม.ค.ดัชนีความเชื่อมั่นได้แผ่วลง สอดคล้องกับมุมมองของผู้ประกอบการค้าปลีก และสำหรับและยอดขายสาขาเดิมของกลุ่มค้าปลีกที่พลิกกลับมาเป็นบวกได้ในเดือน ธ.ค. (ยกเว้น GLOBAL ที่ไม่ได้รับผลบวก เพราะฐานลูกค้าคือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย-เกษตรกร) ถือเป็นการตอกย้ำมุมมองของเราต่อกำลังซื้อของกลุ่มกลาง-บน ที่ยังมีอยู่และพร้อมใช้จ่าย (กลุ่มลูกค้าของ CPALL HMPRO ROBINS) เพียงแต่ขาดความเชื่อมั่นและต้องการแรงกระตุ้น
กลุ่มล่างยังเหนื่อย เพราะราคาสินค้าเกษตรยังไม่ฟื้น
ราคาสินค้าเกษตรถือว่าตกต่ำอย่างมีนัยสำคัญตลอด 2 ปีที่ผ่านมา กระทบต่อกำลังซื้อของเกษตรกรให้อ่อนแอลงอย่างมาก ปัญหาของลูกค้ากลุ่มนี้คือความสามารถในการซื้อที่ลดลง และถูกจำกัดด้วยภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์สภาพอากาศในช่วง 1H16 ไว้ใกล้เคียงปีก่อน โดยคาดอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยสูงกว่าปี 2015 ส่วนปริมาณฝนรวม คาดว่า ใกล้เคียงกับปี 2015 นั่นอาจทำให้ประเทศไทยเผชิญกับภัยแล้งต่อเนื่อง หากปริมาณความต้องการไม่เปลี่ยนแปลง จะทำให้แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรทรงตัวอยู่ในระดับต่ำต่อไป
กำไรสุทธิ 4Q15 ดูดีเพราะ High Season และปีนี้โตจากเปิดสาขาใหม่
เราคาดกำไรปกติ 4Q15 กลุ่มค้าปลีกเติบโต 26.7% Q-Q และ 9.4% Y-Y ส่วนหนึ่งด้วยผลของปัจจัยฤดูกาล และผลบวกจากมาตรการลดหย่อนภาษี ทำให้ทั้งปี 2015 คาดว่ากลุ่มค้าปลีกจะมีกำไรปกติเติบโต 15.4% แต่หากไม่รวมค่าใช้จ่ายดีล MAKRO ในฐานกำไรปี 2014 ของ CPALL จะพบว่ากลุ่มค้าปลีกมีกำไรปกติ ปี 2015 โตเพียง 5.2% ส่วนกำไรปกติ ปี 2016 เราคาดว่าเติบโต 14.5% เรายังไม่ให้น้ำหนักต่อการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมอย่างโดดเด่นในปีนี้ โดยมองเพียงการฟื้นตัวจากฐานต่ำ เราประเมินไว้ที่ระดับ 2-3% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่สูงราว 7-9% และยังมีปัจจัยหนุนจากแผนขยายสาขาต่อเนื่องของผู้ประกอบการค้าปลีก
เลือก HMPRO และ ROBINS เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม
การฟื้นตัวของกำลังซื้อของกลุ่มคนระดับกลาง-บนจะกลับมาก่อน เราจึงชอบ HMPRO และ ROBINS เพราะ (1) มีกลุ่มลูกค้าหลัก คือ ระดับกลาง-บน ซึ่งกำลังซื้อน่าจะฟื้นตัวก่อน (2) คาดว่ากำไรปกติ ปี 2016 จะเติบโตมากขึ้นเพราะฐานที่ต่ำ (3) สภาพคล่องดีด้วยสัดส่วน Interest bearing debt to equity อยู่ในระดับต่ำ 0.93 เท่า และ 0.05 เท่า ตามลำดับ (4) ราคาหุ้น Laggard กว่ากลุ่ม สำหรับ CPALL ที่เรายังชอบพื้นฐานของธุรกิจแต่ด้วยประเด็นผู้บริหารถูก ก.ล.ต.สั่งปรับ อาจทำให้บริษัทเผชิญกับความเสี่ยงทางการเงินสูงขึ้น ทั้งนี้ บริษัทมีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระ 1.2 หมื่นล้านบาท กลางปีนี้ซึ่งอาจทำให้การ Refinance หุ้นกู้มีต้นทุนที่สูงกว่าเดิม และหากรวมความเสี่ยงเข้าไว้ในประมาณการด้วยการปรับเพิ่ม Risk Premium จะทำให้ราคาเป้าหมายปีนี้ลดเหลือ 52 บาท จากปัจจุบัน 60 บาท จึงน่าจะรอก่อน
สำหรับดีล Groupe Casino ขายหุ้น BIGC 58.6% ให้กับ TCC Group ด้วยมูลค่าราว 1.24 แสนล้านบาท เป็นการเติมเต็มธุรกิจของ TCC Group ที่ขาดหน้าร้านค้าปลีก ในส่วนของ BJC จะได้อานิสงส์เต็มที่ และมีความพร้อมมากขึ้นในการแข่งขันในตลาด Hypermarket ซึ่งจะทวีความรุนแรงขึ้น เราคิดว่า BJC น่าสนใจด้วยราคาพื้นฐาน 39 บาท ส่วน BIGC ราคาหุ้นขึ้นมาเกือบเท่ากับต้นทุนที่ TCC Group ซื้อไปที่ 252 บาทและเกินราคาพื้นฐานของเราที่ 230 บาท น่าขายทำกำไร







