posttoday
Thailand Startup

Thailand Startup

02 กุมภาพันธ์ 2559

โดย...ชาติชาย พยุหนาวีชัย

โดย...ชาติชาย พยุหนาวีชัย

วันนี้มีศัพท์ใหม่ที่ได้ยินกันค่อนข้างมาก และปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย กับคำว่า Start Up คำนี้แพร่หลายในด้วยแวดวงธุรกิจมาก่อน โดยเราจะคุ้นเคยกับคำว่า SMEs Start Up หรือกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในระยะเริ่มต้นที่เป็นผู้ประกอบการรายใหม่ ประกอบธุรกิจใหม่ๆ ที่ใช้ความคิดริเริ่มสร้างโอกาสทางธุรกิจขึ้น โดยเป็นธุรกิจที่มีจุดเด่นเป็นที่ต้องการของตลาด ที่สำคัญผู้ประกอบการเหล่านี้มีความมุ่งมั่นทุ่มเท ชนิดที่เรียกว่าชื่นชอบหลงใหลในธุรกิจที่เขาเริ่มต้นอย่างจริงจัง

ดังนั้น SMEs Start Up จึงแตกต่างจาก SMEs ทั่วไป ตรงที่มีมิติของความพยายาม มีการทดลองครั้งแล้วครั้งเล่า ใส่ใจและทุ่มเท ปัจจุบันรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับกลุ่ม Start Up และ SMEs ทั่วไป ไปพร้อมๆ กัน เพื่อหวังให้กลุ่มธุรกิจเหล่านี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยมีมาตรการต่างๆ ออกมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ตั้งแต่มาตรการยกเว้นภาษีนิติบุคคล สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ที่จดทะเบียนบริษัท ตั้งแต่ 31 ต.ค. 2558 ถึง 31 ธ.ค. 2559 รวม 5 รอบบัญชี โดยต้องเป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในกลุ่มเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศ หรือกลุ่ม New Engine of Growth ของประเทศ เช่น เกษตรแปรรูป เทคโนโลยีและนวัตกรรมชั้นสูง ดิจิทัล วิจัย และพัฒนา  

มาตรการจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนเพื่อส่งเสริม SMEs ระยะเริ่มต้นที่มีศักยภาพสูง 2,000 ล้านบาท จาก 3 ธนาคาร คือ ออมสิน กรุงไทย และ SME Bank มาตรการลดภาษีเงินได้สำหรับผู้ประกอบการ SMEs นอกจากนี้ยังมีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan จากธนาคารออมสิน รวม 1.5 แสนล้านบาท และมาตรการปรับหลักเกณฑ์ค้ำประกันสินเชื่อสำหรับ SME เป็นต้น

นั่นคือในส่วนของการผลักดันให้ SMEs ไทยเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในวันนี้จะดำดิ่งลงหรือทะยานขึ้นจากเหว ไม่ได้มีปัจจัยเรื่อง SMEs อย่างเดียว หากแต่ทุกภาคส่วนต่างมีบทบาทที่ต้องช่วยกันต้องร่วมมือกัน โดยรัฐบาลได้วางกรอบในการฟื้นฟูประเทศอย่างบูรณาการ ในชื่อ “ประชารัฐ” อันหมายถึง รัฐ เอกชน และประชาชนต้องร่วมมือกัน

วันนี้ภาครัฐได้เริ่มลงมือทำทุกอย่างแข็งขันเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างครบวงจร ตั้งแต่ระดับฐานราก ถึงระดับที่เป็นผู้ประกอบการ รวมถึงการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ แต่สิ่งที่ยังขาดอยู่ก็คือ ภาคเอกชน ซึ่งเป็นภาคที่มีส่วนอย่างสำคัญต่อการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและเพิ่ม GDP ของประเทศ เพราะหากภาคเอกชนไม่ลงทุน ฟันเฟืองเศรษฐกิจก็ไม่อาจขยับเขยื้อนได้

ดังนั้น ผมจึงขอใช้บทความนี้ประชา สัมพันธ์กับเพื่อนๆ นักลงทุนที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ให้ทราบว่า เวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเดินหน้าได้ต่อไปครับ เพราะรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังได้ออกมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว (มติ ครม. 3 พ.ย. 2558) มีผลถึง 31 ธ.ค. 2559 โดยสามารถนำรายจ่ายเพื่อการลงทุนไปหักภาษีได้ 2 เท่า ซึ่งถือเป็นมาตรการที่ช่วยส่งเสริมและกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนในประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ดังนั้น หากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ มีการลงทุนในทรัพย์สินใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินธุรกิจหลักของกิจการ ได้แก่ 1.เครื่องจักร ส่วนประกอบ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ 2.โปรแกรมคอมพิวเตอร์ 3.ยานพาหนะ 4.อาคารถาวร (ไม่รวมที่ดินและไม่รวมอาคารถาวรที่ใช้เพื่อการอยู่อาศัย) ก็สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรกที่มีสิทธิหักสึกหรอและค่าเสื่อมราคา

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ก็ยังสามารถใช้สิทธิมาตรการภาษีดังกล่าวได้ด้วยครับ วันนี้หากทุกฟันเฟืองเริ่มต้น ผมเชื่อว่า Thailand Start up จะช่วยเพิ่มพลังทางเศรษฐกิจและลดการถดถอยของการค้าและการลงทุน รวมทั้งช่วยขยายกำลังซื้อของชนชั้นกลางอันมีส่วนอย่างสำคัญต่อการพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ