
แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ฯ
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (GOLD) บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของ เจริญ สิริวัฒนภักดี เศรษฐีอันดับต้นๆ ของไทย ภายใต้การนำของ ธนพล ศิริธนชัย ประธานอำนวยการ ประกาศแผน 5 ปี ภายในปี 2563 จะนำพา GOLD ขึ้นเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มียอดขายสูงสุดติดอันดับ 1 ใน 5 จากปัจจุบันอยู่ในอันดับ 1 ใน 10 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มียอดขายสูงสุด ภายหลังการเข้ามาถือหุ้น 29% ของบริษัท เฟรเซอร์ พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) หรือ FPHT ผู้นำอสังหาริมทรัพย์จากสิงคโปร์ บริษัทลูกของกลุ่มทีซีซี ของเจริญ เข้ามาถือหุ้นใหญ่ล่าสุด ส่งผลให้ทั้งกลุ่มถืออยู่ใน GOLD ทั้งหมด 68% เมื่อรวมกับผู้ถือหุ้นใหญ่อีกรายที่เข้ามาตั้งแต่ปลายปี 2555 คือบริษัท ยูนิเวนเจอร์ 39%
“เราจะผนึกกำลังเชิงกลยุทธ์จากฐานทุนที่แข็งแกร่ง เฟรเซอร์เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกที่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครอบคลุมทุกประเภทและกระจายอยู่ 77 เมืองทั่วยุโรป ออสเตรเลีย เอเชีย และตะวันออกกลาง เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ สินทรัพย์กว่า 5.8 หมื่นล้านบาท เป็นอสังหาริมทรัพย์อันดับประมาณ 2-3 ของสิงคโปร์ และยังเป็นผู้สนับสนุนและผู้จัดการกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ 2 กองทุน”
ธนพล กล่าวว่า ไตรมาสแรกปีนี้จะยื่นแบบแสดงรายการ (ไฟลิ่ง) ขอตั้งกองรีทหรือกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โกลเดนเวนเจอร์ โดยจะขายสินทรัพย์ในอาคารสาทรสแควร์ และพาร์ค
เวนเจอร์มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท อายุ 26 ปี โดยมี เจดี พาร์ทเนอร์ เป็นที่ปรึกษาการเงินและบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยเป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย และจะทยอยรับรู้รายได้ตามอายุรีท
แผนงานในปี 2559 บริษัทมีการวางแผนซื้อที่ดินใหม่มูลค่า 5,000 ล้านบาท เพื่อรองรับยอดขายปี 2560 พร้อมเตรียมเปิดโครงการใหม่ 15 โครงการ มูลค่าประมาณ 1.56 หมื่นล้านบาท เป็นทาวน์โฮม 11 โครงการ และบ้านเดี่ยว 4 โครงการ โดยครึ่งแรกปีนี้เปิด 7 โครงการ ทาวน์โฮม 3 โครงการ และบ้านเดี่ยว 4 โครงการ
สำหรับครึ่งปีหลังจะเปิดอีก 8 โครงการ และเป็นทาวน์โฮมทั้งหมด ทั้งนี้ตั้งเป้ายอดขายปี 2559 ไว้ที่ 14,041 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากปี 2558 ซึ่งคาดว่าจะมียอดรับรู้รายได้ 8,300 ล้านบาท
ทั้งนี้ ภายใน 5 ปีนี้ บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของยอดขายเฉลี่ยปีละ 20% ในอัตรากำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 12-13% และผลตอบแทนต่อโครงการไม่ต่ำกว่า 10-12%
ปัจจุบัน GOLD มีรายได้มาจากสำนักงานให้เช่า และยอดขายที่อยู่อาศัยในสัดส่วน 20:80% ตามแผน 5 ปี รายได้จากโครงการพาณิชย์จะเพิ่มเป็น 33-35%
GOLD มีพัฒนาการอย่างมาก ภายหลังการเข้ามาถือหุ้นของยูนิเวนเจอร์เมื่อปลายปี 2555 ภายหลังธนพลเข้ามาเป็นประธานอำนวยการ จากผลขาดทุนปีแรกที่เข้ามา 454 ล้านบาท พลิกมามีกำไร 305 ล้านบาท ปี 2557 และกำไรงวด 9 เดือนแรก ปี 2558 ที่ 371 ล้านบาท ลดลง 11.2% เพราะ 9 เดือนแรกปีก่อนมีกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์ 259 ล้านบาท ทั้งนี้ หากไม่นับรวมรายการดังกล่าวปี 2558 บริษัทจะมีกำไรงวด 9 เดือนแรก เพิ่มขึ้น 134%
ธนพล กล่าวว่า ปี 2558 ทั้งปีคาดว่าจะมีรายได้ 8,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2557 กว่าเท่าตัว
ประธานอำนวยการ GOLD ได้ปฏิบัติภารกิจสำคัญสำเร็จตามเป้าหมายที่สามารถใช้เวลา 3 ปี พลิกฟื้นบริษัทที่มีผลขาดทุนให้กลับมามีกำไร หลังจากมีการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นและทีมบริหารมาถึง 5 ยุค 5 สมัย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
“เมื่อแรกเข้ามาได้มองหาจุดขายของบริษัทว่าจะดำเนินธุรกิจอะไร กำหนดยุทธศาสตร์ให้บริษัทมีการเติบโต 2 ส่วน ส่วนโครงการพาณิชย์ (สำนักงาน อพาร์ตเมนต์ และโรงแรม) และธุรกิจแนวราบที่อยู่อาศัยในอดีตเราเคยทำทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และบ้านแฝด มีการเปิดโครงการเน้นลูกค้าระดับรายได้ปานกลางทาวน์เฮาส์ราคา 2-3 ล้านบาท บ้านเดี่ยวราคา 5 ล้านบาท”
ทีมผู้บริหารใหม่ได้ตัดสินใจตัดขายธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปทั้งสนามกอล์ฟ ที่ดินต่างจังหวัด นำเงินกลับมาลงทุนในธุรกิจที่ถนัด
“ปีแรกเราจัดบ้าน ปีถัดมาปรับโครงสร้างธุรกิจ งบการเงินและโครงสร้างหนี้ ปรับองค์กร ปรับคน ย้ายสำนักงานจากซอยมหาดเล็กหลวงมาที่อาคารสาทรสแควร์ ปี 2556 ยังขาดทุน ปี 2557 พลิกมามีกำไร ที่จริงที่ดินสาทรสแควร์ดีแต่ไม่มีคนขัดเกลา มีที่เปล่ามาทำหมู่บ้าน ซื้อที่ดินใหม่มาขยายโครงการ ทำให้รายได้เติบโตจากปี 2556 ทีี่ 1,500 ล้านบาท มาเป็น 4,400 ล้านบาท ปี 2557 ส่งผลให้พลิกมามีกำไร”
หลังจากนั้นสิ้นปี 2557 ได้ซื้อกิจการ บริษัท กรุงเทพบ้านและที่ดิน (KLAND) และส่งผลให้ผลการดำเนินงานปี 2558 ก้าวกระโดดจากปี 2557
สำหรับการเข้ามาของเฟรเซอร์โดยเข้าซื้อหุ้น GOLD 7.25 บาท หรือ 4,971 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพของบริษัทในระยะยาว โดยภายหลังเพิ่มทุนทำให้บริษัทมีจดทะเบียนปัจจุบันที่ 1.1 หมื่นล้านบาท จาก 7,780 ล้านบาท
ล่าสุดบริษัทเพิ่งได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทให้ร่วมลงทุนในโครงการสามย่านบริเวณหัวมุมสี่แยกสามย่าน (ฝั่งตรงกันข้ามอาคารจัตุรัสจามจุรี) มูลค่า 8,500 ล้านบาท มูลค่าเงินลงทุน 4,000 ล้านบาท โดยร่วมทุนกับกลุ่มบริษัท ทิพย์พัฒน อาร์เขต ผู้ได้รับสิทธิใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในสัดส่วนลงทุน 49% หรือ 1,960 ล้านบาท







