posttoday
ดัชนีต้นทุนการเงินภาคธุรกิจ ชะลอลงจากการขึ้นดอกเบี้ย

ดัชนีต้นทุนการเงินภาคธุรกิจ ชะลอลงจากการขึ้นดอกเบี้ย

28 กรกฎาคม 2553

....บริษัทศุนย์วิจัยกสิกรไทย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้พัฒนาดัชนีต้นทุนทางการเงินภาคธุรกิจ (Financial Condition Index : FCI) ขึ้น เพื่อวัดต้นทุนการระดมทุนในตลาดหลัก ทั้งการกู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์ ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ ด้วยการพิจารณาความเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ย MLR ดัชนีตลาดหุ้น และดัชนีตราสารหนี้ โดยในแง่ของการตีความนั้น

การเพิ่มขึ้นของดัชนี FCI หมายความถึงภาวะที่สภาพคล่องในระบบการเงินเพิ่มขึ้นหรือมีอยู่ในระดับสูง ซึ่งทำให้ต้นทุนการระดมทุนของธุรกิจเอกชนผ่านตลาดต่างๆ ดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่การลดลงของดัชนี FCI บ่งชี้ถึงภาวะที่สภาพคล่องในระบบการเงินเริ่มตึงตัวขึ้น อันอาจส่งผลกระทบให้ต้นทุนการระดมทุนของธุรกิจเอกชนปรับตัวสูงขึ้น

สำหรับข้อมูลล่าสุดในเดือน มิ.ย. 2553 ดัชนี FCI ดังกล่าวฟื้นตัวขึ้นตามคาด หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองในช่วงเดือน เม.ย. และ พ.ค. 2553 ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับการระดมทุนเชิงปริมาณที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะจากตลาดตราสารหนี้และการกู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์ แต่ค่อนข้างจะชัดเจนว่า ดัชนีดังกล่าวคงจะชะลอลง (ชี้ถึงต้นทุนการระดมทุนที่สูงขึ้น) ในเดือน ก.ค. เมื่อธนาคารพาณิชย์เริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน

ในเดือน มิ.ย. 2553 ดัชนี FCI อยู่ที่ระดับ 127.9 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 126.5 ในเดือน พ.ค. 2553 โดยมีอัตราการเปลี่ยนแปลงจากปีก่อน (YoY) ที่เร่งขึ้นเล็กน้อยจาก 4.6% ในเดือน พ.ค. มาที่ 5.0% โดยแรงส่งหลักมาจากการฟื้นตัวขึ้นของดัชนีตลาดหุ้น ขณะที่ผลตอบแทนตราสารหนี้ขยับลงแรง

แม้ว่าในเดือนมิถุนายน 2553 อัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดือนก่อน แต่ดัชนี FCI ได้รับแรงหนุนจากสภาวะการระดมทุนผ่านตลาดทุน ที่ฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เหตุรุนแรงทางการเมืองคลี่คลายลงในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม 2553 ส่งผลตามมาให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ระดับ 797.31 จุด ณ สิ้นเดือนมิถุนายน (เทียบกับ 750.43 จุดในช่วงสิ้นเดือนก่อนหน้า) อันเป็นระดับปิดรายเดือนสูงสุดในรอบ 25 เดือน

นอกจากนี้ ภาวะการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ ก็ปรับตัวไปในทิศทางที่ดีและคึกคักขึ้นเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ (ระยะ 5 ปี) ที่ปรับตัวลดลง (นั่นคือ ราคาปรับเพิ่มขึ้น) ในอัตราที่มากขึ้นเป็นเกือบ 7 จุดในเดือนมิถุนายน เทียบกับการลดลง 4.4 จุดในเดือนพฤษภาคม อันเป็นผลจากการปรับตัวลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ท่ามกลางความกังวลของตลาดเกี่ยวกับปริมาณอุปทานตราสารหนี้ภาครัฐที่อาจน้อยกว่าคาดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี และสภาพคล่องที่ยังในระดับสูง ซึ่งล้วนแต่ส่งผลให้มีความต้องการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐสูงขึ้น ทั้งนี้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ลดลงค่อนข้างมากดังกล่าว ช่วยชดเชยกับการขยับกว้างขึ้นของสเปรดของหุ้นกู้เอกชนในช่วงระหว่างเดือน

นอกเหนือจากการประเมินการระดมทุนจากมิติด้านราคาผ่านดัชนี FCI ที่ปรับตัวดีขึ้นแล้ว การระดมทุนเชิงปริมาณก็ปรับตัวดีขึ้นเช่นกันในเดือน มิ.ย. 2553 จากการรวบรวมข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่าผลรวมของการระดมทุนในตลาดหุ้น ตลาดหุ้นกู้ และเงินให้กู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ ปรับตัวสูงขึ้นจาก 9.16 หมื่นล้านบาท ในเดือน พ.ค. มาที่จำนวน 1.15 แสนล้านบาท ในเดือน มิ.ย. (ตัวเลขเบื้องต้น) อันเป็นผลจากปริมาณการระดมทุนที่เพิ่มขึ้น จากทั้งช่องทางการกู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์และการออกหุ้นกู้ภาคเอกชน (หลังจากที่มูลค่าการออกหุ้นกู้เอกชนได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองในเดือน พ.ค. 2553) แม้ว่าการระดมทุนผ่านตลาดหุ้นจะชะลอลงก็ตาม

สำหรับแนวโน้มดัชนี FCI ในเดือน ก.ค. 2553 นั้น คาดว่ามีโอกาสปรับตัวลดลงจากเดือนก่อน หลังจากที่ธนาคารพาณิชย์ไทยทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมพร้อมๆ กับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ภายหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวันที่ 14 ก.ค. 2553 ที่ผ่านมา ซึ่งการส่งสัญญาณเชิงนโยบายดังกล่าว ได้มีผลให้อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้มีทิศทางสูงขึ้นเช่นกัน ท้ายที่สุดแล้วคงหักล้างกับแรงบวกจากการปรับขึ้นของดัชนีตลาดหุ้น (เนื่องจากการระดมทุนของภาคเอกชนผ่านทั้งสองช่องทางแรก มีน้ำหนักมากกว่าการระดมทุนผ่านตลาดหุ้นหลายเท่าตัว) จนนำมาสู่ดัชนี FCI ที่ชะลอลงได้

ทั้งนี้ เมื่อมองออกไปในระยะที่เหลือของปี 2553 แม้เศรษฐกิจอาจเติบโตชะลอลงตามความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจแกนหลักของโลกที่อาจกดดันการส่งออก แต่ด้วยความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่ยังคงมีอยู่ และอัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่ยังคงติดลบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการออมและการรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจในระยะถัดไปนั้น ก็อาจกระตุ้นให้ ธปท.เดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีนี้ จนเข้าหาระดับคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่และเครือธนาคารกสิกรไทยที่ 2.0% (จาก 1.50% ในปัจจุบัน) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ ธปท.เพิ่งปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจในปี 2553 ขึ้นจากเดิม (เดือน เม.ย. 2553) ที่ 4.35.8% มาเป็น 6.57.5% ในรายงานเงินเฟ้อฉบับล่าสุดในเดือน ก.ค. 2553 นั่นหมายความว่า ธนาคารพาณิชย์อาจปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มเติมอีกเช่นกัน โดยเฉพาะหากแรงส่งจากการปล่อยสินเชื่อยังอยู่ในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง

ทั้งปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับทิศทางของผลตอบแทนตราสารหนี้ น่าจะยังกดดันการเคลื่อนไหวของดัชนี FCI ไปจนถึงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ คงต้องยอมรับว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการระดมทุนที่เริ่มขยับขึ้นนี้ คงจะกระจายวงกว้างลงสู่กลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีมากขึ้น ทำให้ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวคงต้องหาแนวทางรับมือและปรับตัวตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารสภาพคล่องให้สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้น และอาศัยประโยชน์จากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย อันน่าจะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินที่กำลังทยอยปรับขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ดัชนี FCI ก็มีโอกาสปรับตัวดีขึ้นกว่าที่คาดได้เช่นกัน ในกรณีที่ความเสี่ยงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น จนมีผลทางตรงและทางอ้อมในการชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในประเทศ รวมถึงกระตุ้นพฤติกรรมหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุนให้กลับมาให้น้ำหนักกับตลาดตราสารหนี้มากขึ้น อันอาจทำให้อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ปรับตัวลดลง หรืออีกนัยหนึ่งคือต้นทุนการระดมทุนภาคธุรกิจ อาจอยู่ในสภาวะที่ค่อนข้างผ่อนคลายต่อเนื่องไปได้อีกระยะหนึ่ง จนกว่าสัญญาณเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะฟื้นตัวขึ้นอย่างมีเสถียรภาพแต่ทั้งนี้ ก็อาจต้องยอมรับว่า ภาวะดังกล่าว คงต้องแลกมาด้วยผลกระทบเชิงลบต่อกระแสรายรับทางธุรกิจของผู้ประกอบการอย่างยากจะหลีกเลี่ยง

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย