
‘ทริส’ชี้เครดิตแย่ลง
ทริส ชี้ปี 2558 บริษัทได้รับการเพิ่มเครดิต 13 ราย ถูกลดเกรด 5 ราย ไม่รวมลดมุมมอง
ทริส ชี้ปี 2558 บริษัทได้รับการเพิ่มเครดิต 13 ราย ถูกลดเกรด 5 ราย ไม่รวมลดมุมมอง
บริษัท ทริสเรทติ้ง เปิดเผยว่า ในปี 2558 บริษัทมีการจัดและประกาศผลอันดับเครดิตให้แก่บริษัทหรือหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งสิ้น 136 ราย แบ่งเป็นการจัดอันดับเครดิตใหม่ 15 ราย มีบริษัทที่ยกเลิกการจัดอันดับเครดิตจำนวน 7 ราย คงเหลือ ณ สิ้นปีจำนวน 129 ราย สัดส่วนของบริษัทที่มีการประกาศอันดับเครดิตต่อสาธารณะ ที่มีอันดับเครดิตคงเดิมอยู่ที่ 83.3% ลดลงจาก 87.5% ในปีก่อนหน้า ทั้งนี้
ไม่นับรวมบริษัทที่เข้าใหม่ บริษัทที่ยกเลิกอันดับเครดิต และบริษัทที่มีการผิดนัดชำระหนี้
“แม้บริษัทที่ได้รับการปรับเพิ่มอันดับเครดิตจะมีจำนวนมากกว่าบริษัทที่ถูกปรับลดอันดับเครดิต แต่สัดส่วนกลับเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 0.08 ในปี 2557 เป็น 0.46 ในปี 2558 โดยมีบริษัทที่ได้รับการปรับเพิ่มอันดับเครดิต 13 ราย และถูกปรับลดอันดับเครดิต 5 ราย นอกจากนี้ยังมีบริษัทที่ได้รับการเปลี่ยนแนวโน้มอันดับเครดิตและถูกประกาศเครดิตพินิจอีก 13 ราย”
ทั้งนี้ ในปี 2558 ไม่มีบริษัทใดผิดนัดชำระหนี้เลย ดังนั้นจำนวนบริษัทที่ผิดนัดชำระหนี้สะสมตั้งแต่ปี 2537 ยังคงอยู่ที่ 18 ราย เป็นบริษัทที่มีการผิดนัดชำระหนี้ระหว่างที่ยังมีการจัดอันดับเครดิตอยู่จำนวน 14 ราย และอีก 4 ราย มีการผิดนัดชำระหนี้ภายหลังจากขอยกเลิกอันดับเครดิตไปแล้ว ทำให้อัตราการผิดนัดชำระหนี้สะสม 1 ปี 2 ปี และ 3 ปี ในปี 2558 ลดลงมาอยู่ที่ 1.3% 2.8% และ 4.2% จาก 1.4% 3.1% และ 4.7% ในปี 2557 ตามลำดับ
นอกจากนั้น บริษัทที่รับการจัดอันดับเครดิตโดยทริสเรทติ้ง ส่วนใหญ่มีอันดับเครดิตอยู่ในระดับ “A” และ “BBB” คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตทั้งหมด ส่วนตราสารหนี้ภาคเอกชน ณ สิ้นปี 2558 มีมูลค่าอยู่ที่ 2.078 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.2% จากปีก่อนหน้า โดยสัดส่วนของตราสารหนี้ที่ไม่มีอันดับเครดิตเพิ่มขึ้นเป็น 10.99% จาก 6.68% ในปี 2557 เพราะดอกเบี้ยเงินฝากที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้นักลงทุนที่มีรายได้สูงมองหาผลตอบแทนที่สูงกว่าแม้ความเสี่ยงสูงก็ตาม
ด้านตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ออกและจดทะเบียนกับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยในปี 2558 มีมูลค่า 546,891 ล้านบาท ลดลง 3.9% จากปีก่อนหน้า โดยกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย ธนาคารพาณิชย์ วัสดุก่อสร้าง และโทรคมนาคม มีการออกตราสารหนี้มากกว่า 50% ของมูลค่าหุ้นกู้ทั้งหมดที่ออกในปี 2558
“แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจในปีนี้จะยังคงมีความท้าทาย แต่ทริสฯ ก็คาดว่ามูลค่าตราสารหนี้ที่ออกน่าจะมีมากกว่า 5 แสนล้านบาทเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ยังคงต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารอยู่มาก” บริษัท ทริสฯ ระบุ
ในปี 2558 จะเป็นจุดสิ้นสุดของยุคดอกเบี้ยตกต่ำของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่หลายๆ ประเทศทั่วโลกยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเอาไว้ โดยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับต่ำและยังคงดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ปัญหาทางเศรษฐกิจในหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงสินค้าเกษตรหลายชนิดลดลง ราคาสินค้าที่ตกต่ำลงส่งผลกระทบต่อประเทศไทยค่อนข้างมาก เนื่องจากเกือบ 40% ของประชากรไทยเป็นแรงงานที่อยู่ในภาคการเกษตร ดังนั้นราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำจึงส่งผลกระทบต่อรายได้ครัวเรือน
นอกจากนั้น ราคาน้ำมันที่ลดลงมาก น่าจะส่งผลดีต่อประเทศที่นำเข้าน้ำมันอย่างเช่นประเทศไทย แต่ก็ไม่ได้ช่วยภาพรวมเศรษฐกิจให้ดีขึ้นมากนัก ในภาวะที่สถานการณ์เศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจะยังคงทรงตัวต่อเนื่องต่อไป
ปี 2559 จึงจะยังเป็นปีที่ท้าทายของผู้ประกอบการอีกปีหนึ่ง และรัฐบาลตั้งเป้าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไว้ที่ 3-3.5% รวมถึงตั้งเป้ายอดการส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 5% โดยการท่องเที่ยวและการลงทุนภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ จะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จะช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ
นายพิภพ กุนาศล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ภัทรลิสซิ่ง (PL) กล่าวว่า บริษัทออกหุ้นกู้ชุดใหม่ครั้งที่ 1/2559 ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2563 มูลค่า 500 ล้านบาท อายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.49% ต่อปี เสนอขายนักลงทุนสถาบัน และ/หรือนักลงทุนรายใหญ่







