
ภาษีมรดก
รู้กันหรือยังว่ากฎหมายภาษีมรดกจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2559 นี้เป็นต้นไป
รู้กันหรือยังว่ากฎหมายภาษีมรดกจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2559 นี้เป็นต้นไป
เราๆ ที่ไม่มีเงินไม่ถึงระดับร้อยล้าน พันล้านบาทก็คงไม่ต้องคิดมากเรื่องที่จะโอนมรดกให้ลูกหลาน แต่สำหรับเศรษฐีก็คงต้องเตรียมความพร้อมส่งต่อทรัพย์สินให้กับลูกหลานได้อย่างไม่มีภาระ
มาทำความรู้จัก “ภาษีมรดก” กัน
ใครที่จะต้องเสียภาษี คือ ผู้ที่มีสัญชาติไทย ผู้ที่มีสัญญาชาติอื่นแต่มีถิ่นที่อยู่ในไทย หรือได้รับมรดกที่อยู่ในไทย หลักเกณฑ์การเสียภาษี จัดเก็บเฉพาะผู้ที่ได้รับมรดกครั้งเดียวหรือหลายครั้งที่มีมูลค่ารวมมากกว่า 100 ล้านบาทขึ้นไป และสามารถผ่อนชำระได้ไม่เกิน 5 ปี
ทรัพย์สินที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีมรดก ประกอบด้วย 5 ประเภท ได้แก่ 1.อสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดินและบ้าน 2.หลักทรัพย์ เช่น หุ้นและหน่วยลงทุน 3.เงินฝากในบัญชีธนาคาร 4.ยานพาหนะที่มีหลักฐานทางทะเบียน เช่น รถยนต์ เรือยนต์ และเฮลิคอปเตอร์ 5.ทรัพย์สินทางการเงินที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา โดยทรัพย์สินใน 5 ประเภทดังกล่าวนี้จะต้องนำไปคำนวณเป็นทรัพย์สินมรดกที่ต้องเสียภาษี ถ้านับรวมกันแล้วเกิน 100 ล้านบาท ถึงจะเสียภาษีมรดก แต่จะเสียเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทเท่านั้น
กรณีผู้รับมรดกที่เป็นบุพการี หรือผู้สืบสันดาน จะเสียในอัตรา 5% ของส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท แต่ถ้าเป็นบุคคลอื่นจะต้องเสียภาษีในอัตรา 10% แต่หากในกรณีที่ผู้รับมรดกเป็นคู่สมรส หรือเจ้ามรดกเสียชีวิตก่อนวันที่ 1 ก.พ. 2559 แม้จะมีทรัพย์มรดกเกิน 100 ล้านบาท ก็ไม่ต้องเสียภาษี
แนวทางในการเตรียมความพร้อมรับมือภาษีมรดกนั้น ควรทำพินัยกรรมเพื่อส่งต่อทรัพย์สินได้อย่างถูกต้องและถูกใจเจ้ามรดกและควรวางแผนภาษีมรดกคือ การสำรวจทรัพย์สินและทำพินัยกรรม ซึ่งหากมีมรดกมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท สามารถวางแผนภาษี โดยการเขียนพินัยกรรมยกให้คู่สมรส เพราะไม่เสียภาษี หรือเขียนพินัยกรรมยกให้ลูกหลานคนละไม่เกิน 100 ล้านบาท ก็ไม่ต้องเสียภาษีเช่นกันหรือทยอยยกทรัพย์สินให้ลูกตั้งแต่ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ได้ โดยถ้าเป็นการโอนให้ก่อนวันที่ 1 ก.พ. 2559 สามารถโอนได้ไม่จำกัด โดยไม่เสียภาษี แต่นับจากวันที่ 1 ก.พ. 2559 จะได้รับยกเว้นภาษีเฉพาะการโอนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาท/ปีภาษี







