
ย้อนดูอาเซียนปี 2015 ก่อนมุ่งหน้าสู่ AEC (1)
โดย...พิชชาภา ศุภวัฒนกุล กองทุนบัวหลวง
โดย...พิชชาภา ศุภวัฒนกุล กองทุนบัวหลวง
ก้าวสู่ศักราชใหม่ 2016 ซึ่งมีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนรอคอยอยู่ เราขอทบทวนสถานการณ์สำคัญของประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนในปี 2015 ที่ผ่านไป ให้เข้าใจทิศทางของแต่ละประเทศพอสังเขปต่อไปนี้
อินโดนีเซีย
อินโดนีเซียเริ่มต้นปี 2015 ด้วยความหวังอันสดใสในด้านปฏิรูปพลังงาน พร้อมกับชัยชนะในเลือกตั้งของประธานาธิบดี โจโก วิโดโด แต่ด้วยขั้นตอนปฏิบัติที่ไร้ประสิทธิภาพได้ค่อยๆ ถ่วงรั้งโมเมนตัมบวกเรื่อยๆ แต่ยังดีที่เกิดการปรับคณะรัฐมนตรี การปรับงบค่าใช้จ่ายงานโครงสร้างพื้นฐาน และการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจถึงสามชุดหลัก ได้แก่ กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนในค่าเงินรูเปียห์และตลาดหุ้น และลดต้นทุนปฏิบัติการต่างๆ ในประเทศ เพื่อหนุนอุตสาหกรรมของอินโดนีเซียเอง
ทั้งหมดนี้จะเป็นตัวเร่งความเติบโตในปีหน้า โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบสุดท้ายนั้นจะรวมถึงการลดราคาเชื้อเพลิง ไฟฟ้า และก๊าซ อุดหนุนสินเชื่อรายย่อย ขยายเงินกู้ให้ธุรกิจขนาดเล็กและลดความซ้ำซ้อนในการออกใบอนุญาตให้ใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อลงทุน ส่วนการเมืองในประเทศประชาธิปไตยขนาดใหญ่อันดับสามของโลกแห่งนี้ เพิ่งจะผ่านพ้นการเลือกตั้งผู้นำระดับท้องถิ่น ซึ่งมีบทบาทสำคัญช่วยเร่งกลไกปฏิรูปเศรษฐกิจของประธานาธิบดีวิโดโดให้รุดหน้า
มาเลเซีย
นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค ต้องพึ่งพาอุปสงค์ในประเทศเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจที่ซบเซาไปตามเศรษฐกิจโลกอันชะงักงัน โดยสร้างความเชื่อมั่นเพื่อกระตุ้นการจับจ่าย เร่งรัดการลงทุนภาคเอกชน และยังต้องเร่งคัดเลือกโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะเพื่อเริ่มต้นโครงการในปีหน้า รัฐบาลมุ่งมั่นว่าจะทำให้สำเร็จ โดยไม่ต้องพึ่งพามาตรการการขาดดุลงบประมาณมากนัก เนื่องด้วยรายได้ประเทศจากน้ำมันลดลง แต่ก็จะพยายามชดเชยด้วยอัตราภาษีสินค้าและบริการ 6% ที่เริ่มเมื่อเดือน เม.ย. คาดว่าจะจัดเก็บภาษีสินค้าและบริการในปี 2015 ได้ 2.7 หมื่นล้านบาท และในปี 2016 ได้ 3.9 หมื่นล้านบาท
ในอีกด้านหนึ่งผู้ว่าการธนาคารชาติมาเลเซีย เซติ อัคตาร์ อาซิซ เตรียมอำลาจากธนาคารกลางที่ทำงานมากว่า 3 ทศวรรษ ในเดือน เม.ย.หน้า ขณะที่การเฟ้นหาผู้ดำรงตำแหน่งคนใหม่นั้นกำลังขับเคี่ยวกันอย่างสูสี ซึ่งรวมถึงผู้ช่วยผู้ว่าการฯ ในตอนนี้ทั้งสองราย
ฟิลิปปินส์
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development, OECD) ฟิลิปปินส์ ได้รับอานิสงส์จากพลังบริโภคในประเทศอันแข็งแกร่ง รวมทั้งรายได้จากการส่งออกแรงงานไปยังต่างประเทศ (Oversea Remittance)
แนวโน้มที่เป็นบวกนี้ เสริมหนุนด้วยความเติบโตของอุตสาหกรรมรับจ้างบริหารธุรกิจ (Business Process Outsourcing, BPO) ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วใน 10 ปีที่ผ่านมา ด้วยรายรับก้าวกระโดดเป็น 10 เท่า จาก 1,550 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2004 เป็น 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2014 ขณะที่คนทำงานเพิ่มจาก 101,000 คน เป็น 9 แสนคนในช่วงเดียวกัน จนผลักดันให้ประเทศฟิลิปปินส์ก้าวสู่ระดับ “ท็อป” ในฐานะผู้ให้บริการ BPO แหล่งใหญ่ที่สุดของโลก
นอกจากนี้ ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership, TPP) จะเป็นเชื้อเร่งให้การปฏิรูปตลาดให้โปร่งใสมากขึ้น โดยคาดว่า TPP จะช่วยกระตุ้นจีดีพีให้บวกราว 0.6-1.2 จุด และดึงดูดเม็ดเงินทุนจากต่างชาติได้ราว 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในระหว่างปี 2018-2027
สิงคโปร์
ลีกวนยิวผู้เปลี่ยนโฉมประเทศจากที่เป็นแค่ศูนย์ขนถ่ายสินค้าของประเทศเจ้าอาณานิคมให้กลายเป็นประเทศที่รุ่งเรืองก้าวหน้าที่สุดของเอเชีย และยังได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศยาวนาน 31 ปี ได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 23 มี.ค. การเลือกตั้งหลังจากนั้นในวันที่ 11 ก.ย. เป็นบทพิสูจน์ความนิยมในพรรคกิจประชาคม (People’s Action Party, PAP) ที่นายลีก่อตั้ง เปลี่ยนมาสู่การนำของบุตรชาย นายกรัฐมนตรีลีเซียนลูงยังคงได้รับชัยชนะถล่มทลาย พรรค PAP รักษาอำนาจการเมืองไว้ได้ยาวนานกว่า 50 ปี โดยครองเก้าอี้ในสภา 83 จาก 89 ที่นั่ง เหลือไว้ให้ฝ่ายค้านคือพรรคแรงงานเพียง 6 ที่นั่ง โดยมียอดผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งถึง 93.56%
นอกจากนั้นแล้ว บริษัทเอกชน 14 แห่ง ยังถูกเชิญจากทางการมาเลเซียและสิงคโปร์ ให้เสนอโครงการรถไฟความเร็วสูงกัวลาลัมเปอร์-สิงคโปร์ (HSR) ใน “เชิงลึก” คาดว่าจะมีมูลค่าลงทุนราว 1.49 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและสิงคโปร์เห็นพ้องกันว่าจะเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” ที่สำคัญ โดยผู้นำสองประเทศไฟเขียวโครงการ HSR แห่งแรกของอุษาคเนย์ไปเมื่อสองปีก่อนแล้ว หากเริ่มให้บริการรถไฟทางยาว 300 กิโลเมตรสายนี้ จะช่วยย่นเวลาเดินทางระหว่างเมืองหลวงของสองประเทศให้เหลือเพียง 90 นาทีเท่านั้น รวดเร็วกว่าเดินทางด้วยสายการบินราคาประหยัดทั้งหลายเสียอีก
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)







