
PWCมองควบรวมชะลอตัว
PWC มองซื้อกิจการ-ร่วมทุนชะลอตัว ปัจจัยไม่แน่นอน “ก้องเกียรติ” ชี้ควบรวมต้องใหญ่
PWC มองซื้อกิจการ-ร่วมทุนชะลอตัว ปัจจัยไม่แน่นอน “ก้องเกียรติ” ชี้ควบรวมต้องใหญ่
นายศิระ อินทรกำธรชัย ประธานกรรมการ บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) หรือ PWC เปิดเผยว่า แนวโน้มบริษัทที่จะซื้อกิจการหรือร่วมลงทุน ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ทั้งในประเทศและต่างประเทศชะลอตัวลง เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ไม่แน่นอนทั้งเรื่องเศรษฐกิจ น้ำมัน ทำให้ภาวะตลาดโดยรวมไม่ดี และที่สำคัญหลายคนมองว่าปัญหาเศรษฐกิจหลายประเทศยังมองไม่เห็นจุดต่ำสุดว่าอยู่ตรงไหน ดังนั้น ผู้ที่ต้องการซื้อสินทรัพย์ต้องการรอให้ราคาปรับลงกว่านี้ก่อน
นอกจากนั้น เริ่มมีปัจจัยอื่นเข้ามากระทบด้วย ไม่ว่าจะเป็นความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองของหลายๆ ประเทศ เห็นได้จากการก่อการร้าย รวมถึงการนำระบบ
เทคโนโลยีที่ทันสมัย เข้ามามีส่วนกับงานมากขึ้น และหลายอุตสาหกรรมกำลังเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนแปลง อีกทั้งกำลังเข้าสู่ยุคคนทำงานต้องมีการพัฒนาหลายทักษะ (Multi Skills) สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายอุตสาหกรรมมีการเปลี่ยนแปลง
“PWC ยังมีลูกค้าที่กำลังดูเรื่องการซื้อกิจการหรือการควบรวมกิจการอย่างต่อเนื่อง แต่ละปีลูกค้าไม่ได้ลดลง เพียงเห็นว่าบางรายได้ตัดสินใจชะลอไว้ก่อน เพราะมีปัจจัยที่ไม่แน่นอนอยู่ แต่บางรายเดินหน้าต่อโดยเฉพาะจากต่างประเทศ ที่สนใจเข้ามาลงทุนในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยไม่นับสิงคโปร์ หรือโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง เพื่อกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ เพราะปัจจุบันการทำธุรกิจที่พึ่งพารายใดรายเดียว หรือประเทศใดประเทศหนึ่งไม่ได้แล้ว” นายศิระ กล่าว
อย่างไรก็ดี กลุ่มต่างประเทศที่มีความสนใจซื้อกิจการ หรือร่วมลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนพฤติกรรม หรือไลฟ์สไตล์ จากสังคมต่างจังหวัดเป็นรูปแบบสังคมเมืองมากขึ้น เช่น ธุรกิจระบบขนส่งโลจิสติกส์ กลุ่มอาหาร ซึ่งต้องยอมรับว่าไทยได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์ที่อยู่ตรงกลางระหว่างหลายประเทศ และมีหลายปัจจัยที่ไทยมีการพัฒนาไปก่อน
ขณะที่กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ในประเทศไทย ที่ไม่ใช่กลุ่มขนาดใหญ่อย่าง บริษัท ปตท. (PTT) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ที่เขาออกไปซื้อกิจการและไปลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เริ่มเห็นประโยชน์และมองเรื่องการไปซื้อกิจการ หรือร่วมลงทุนต่างประเทศ เป็นทางลัดหนึ่งที่จะทำให้บริษัทมีการเติบโตได้มากขึ้น
ทั้งนี้ มีการคาดการณ์กันว่าภายในปี 2563 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า ประชากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะมีประชากร 700 ล้านคน อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของ 10 ประเทศนี้ จะแซงจีดีพีของประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งอายุเฉลี่ยกลุ่มประเทศนี้ยังน้อย ประมาณ 15-44 ปี เมื่อเทียบกับทางสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น
นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (ASP) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาการควบรวมกิจการ (M&A) กล่าวว่า M&A เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่ดี ซึ่งถือเป็นการสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ บางคนชะลอการซื้อหรือร่วมทุน รอให้เศรษฐกิจนิ่งถึงตัดสินใจลงทุน นั้น ต้องดูว่าธุรกิจที่จะควบรวม หรือซื้อกิจการ หากเป็นธุรกิจที่กำลังประสบปัญหา รวมกันแล้วทำให้ปัญหาทวีคูณ ไม่น่าควบรวม เช่นธุรกิจพลังงาน ซึ่งอยู่ในช่วงน้ำมันขาลง
ขณะเดียวกันธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นกลุ่มที่มีการเจรจาควบรวมกิจการจำนวนมาก แต่การเจรจาไม่สำเร็จ ไม่ได้อยู่ที่ปัญหาที่ดินสะสม (แลนด์แบงก์) แต่อยู่ที่ทำงานไปด้วยกันได้หรือไม่ ปรัชญาการทำงาน ราคาหุ้น เป็นปัญหาทำให้การควบรวมไม่สำเร็จ
“การควบรวมกิจการเป้าหมาย คือ รวมแล้วต้องใหญ่ มีความร่วมมือทางธุรกิจ เป็นการสร้างโอกาสทางการค้า แต่ถ้ารวมแล้วเจอปัญหา ทีมงานและมุมมอง ตลอดจนพี/อี ต่างกัน หรืออยู่ในธุรกิจเดียวกัน รวมแล้วปัญหาทวีคูณก็ไม่เกิดประโยชน์ การควบรวมที่ดีรวมแล้วต้องมีกำลังซื้อมหาศาล กรณีเคสแม็คโครเป็นเคสที่คลาสสิก เพราะเบอร์ 1 เบอร์ 2 รวมกันแล้วจบมีซินเนียจีจริง” ที่ปรึกษาการควบรวม กล่าว







