
ชี้ 8 เทรนด์หลัก ทิศทางลงทุนอาเซียน
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
ความเปลี่ยนแปลงหลังการเปิดเสรีอาเซียนจะมีผลต่อทุกประเทศในมิติต่างๆ ทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ที่สำคัญมีโอกาสมหาศาลจากตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน
วิทัต วัชโรบล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาความพร้อมทางการค้า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึง 8 เทรนด์หลักที่จะเกิดขึ้นหลังการรวมประชาคมอาเซียน ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องเข้าใจ เพื่อปรับตัวกำหนดยุทธศาสตร์การผลิตและนำเสนอสินค้าและบริการให้สอดคล้อง
เทรนด์แรก คือ การมุ่งผลิตสินค้าเพื่อป้อนตลาดเอเชียและอาเซียน เพราะฐานอำนาจเศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนแปลงพุ่งเป้าหมายมายังภูมิภาคนี้ โดยสำหรับฐานการผลิตสินค้าในส่วนของธุรกิจต้นน้ำจะอยู่ที่เมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ขณะที่ฐานธุรกิจกลางน้ำจะอยู่ที่ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ดังนั้นนักลงทุนควรนำประเด็นนี้มาเป็นส่วนประกอบการตัดสินใจลงทุนได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เทรนด์ที่ 2 ได้แก่ สินค้า บริการ สำหรับผู้สูงวัย ผู้ประกอบการควรคิดค้นสินค้าและบริการเพื่อรองรับความต้องการกลุ่มผู้สูงวัยเพิ่มขึ้น ซึ่งทุกประเทศจะมีประชากรกลุ่มสูงวัยเพิ่มขึ้น บริษัทควรปรับตัวเพื่อผลิตสินค้าเจาะตลาดเฉพาะ (นิชมาร์เก็ต) มากขึ้น เทรนด์ที่ 3 กลุ่มผู้หญิงจะมีอำนาจในสังคมและอำนาจการซื้อสูง
เทรนด์ที่ 4 การสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์สินค้ายังเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภคยุคใหม่เลือกใช้หรือรับบริการสินค้าที่บ่งบอกความเป็นตัวเองสูง พร้อมจ่ายหากสามารถตอบโจทย์ความต้องการได้ เทรนด์ที่ 5 การรักษาสิ่งแวดล้อม การผลิตสินค้าในอนาคตต้องคำถึงถึงการเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมของโลก ด้วยการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ภายใต้แนวคิดสีเขียว
สำหรับ เทรนด์ที่ 6 การผลิตสินค้าหรือบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง เทรนด์ที่ 7 การนำนโยบายของประเทศที่กำหนดยุทธศาสตร์วางตำแหน่งเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) การผลิตด้านต่างๆ มากำหนดเป็นสินค้าและบริการของตัวเอง และสุดท้ายเทรนด์ที่ 8 การนำเทคโนโลยีเครื่องมือสื่อสารให้เข้าถึงผู้บริโภค
“ในอีก 5 ปีข้างหน้า จะเห็นภาพประชากรทุกชาติในอาเซียนให้ความสำคัญในการค้นคว้าข้อมูลในเรื่องที่สนใจผ่านอินเทอร์เน็ตชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบราคาได้หน้าเว็บ ผู้บริโภคมีความฉลาดมากขึ้น ผู้ประกอบการต้องเร่งวางแผนรับมือกับเทรนด์ที่จะเกิดขึ้น” วิทิต กล่าว
สำหรับแนวทางการผลิตสินค้าและบริการของผู้ประกอบการ เพื่อรองรับการอุปโภคบริโภคในอีก 10 ปีข้างหน้านั้น ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมจำเป็นต้องสร้างนวัตกรรม การใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยี 4.0 มาปรับใช้เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ให้เป็นเนื้อเดียวกัน กำหนดยุทธศาสตร์การผลิตและนำเสนอสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับ 8 เทรนด์ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
ทั้งนี้ ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ที่ผ่านมา สมาชิกชาติอาเซียนได้จัดทำบลูพรินต์ หรือข้อตกลงความร่วมมือที่ 10 ชาติสมาชิก ถือเป็นพันธกิจที่จะทำงานร่วมกันต่อไป โดยวางแผนเพื่อบรรลุการทำงานในอีก 5 เรื่อง ได้แก่ 1.เศรษฐกิจที่มีการรวมตัวและเชื่อมโยงระดับสูง แนวทางต่อจากนี้มุ่งเปิดเสรีการค้าด้านบริการและส่งเสริมสภาพแวดล้อมด้านการลงทุน และพัฒนาตลาดทุนร่วมกัน 2.มุ่งเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านนวัตกรรม การเตรียมความพร้อมด้านการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เช่น นโยบายการแข่งขัน การคุ้มครองผู้บริโภค ทรัพย์สินทางปัญญา
แนวทางที่ 3 ส่งเสริมการเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจและการรวมตัวรายสาขา มุ่งบูรณาการขนส่งระหว่างภูมิภาค เทคโนโลยีการสื่อสาร พาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ การเชื่อมโยงพลังงาน การเจาะลึกส่งเสริมรายสาขาเพิ่มขึ้น เช่น การท่องเที่ยว สุขภาพ เหมืองแร่ 4.ความสามารถในการปรับตัว โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ให้ได้รับการส่งเสริม และ 5.การทบทวน ปรับปรุงการตกลงทางการค้าของชาติอาเซียน ส่งเสริมการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ เพื่อทุกชาติร่วมกันเป็นพันธมิตรในการพลิกโฉมหน้าความร่วมมือนี้ให้บรรลุผลได้ในปี 2568
จะเห็นได้ว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางการค้า การลงทุน และโอกาสทางการตลาดของผู้ประกอบการ ที่จะไม่เจาะจงเฉพาะภาคการผลิตในประเทศเท่านั้น แต่ต้องมองถึงภาพรวมของการเปิดตลาดในชาติอาเซียนด้วย







