
EARTHเปิดแผนปี’59
EARTH ตั้งเป้าปีนี้ยอดขายถ่านหิน 11 ล้านตัน อานิสงส์ปิดเหมืองถ่านหินไม่ได้มาตรฐาน
EARTH ตั้งเป้าปีนี้ยอดขายถ่านหิน 11 ล้านตัน อานิสงส์ปิดเหมืองถ่านหินไม่ได้มาตรฐาน
นายขจรพงศ์ คำดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ (EARTH) เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนขยายปริมาณการขายถ่านหินปี 2559 จำนวน 11 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10 ล้านตัน หรือ 1.5 หมื่นล้านบาท จากปี 2558 เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากราคาและความต้องการใช้ถ่านหินยังทรงตัว
สำหรับปริมาณถ่านหินปี 2559 ที่ตั้งเป้าเพิ่มขึ้นเพียง 1 ล้านตันนั้น จะมาจากการเพิ่มปริมาณขายถ่านหินในประเทศจีนจาก 5 ล้านตัน เป็น 6 ล้านตัน ภายหลังจากที่ EARTH ตั้งสำนักงานตัวแทนขายในประเทศจีนเป็นขายซื้อมาและขายไป ภายในประเทศจีน
นอกจากนั้น ยอดขายในจีนที่เพิ่มขึ้นเป็นผลดีส่วนหนึ่งจากจีน สั่งปิดเหมืองถ่านหินที่ไม่ได้คุณภาพกว่า 1,000 แห่ง ซึ่งปริมาณถ่านหินที่ขายในจีนเพิ่มขึ้น 1 ล้านตันนี้ มาจากการซื้อถ่านหินในจีนเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 1 ล้านตัน เป็น 2 ล้านตัน และนำเข้าจากอินโดนีเซีย 4 ล้านตัน ขณะที่ราคาถ่านหินเฉลี่ยปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 50 เหรียญสหรัฐ/ตัน ซึ่งคาดการณ์ว่าปีนี้ราคาเฉลี่ยน่าจะทรงตัวจากปีก่อน
ทั้งนี้ ตลาดซื้อขายถ่านหินในประเทศจีนจะมี 3 ลักษณะ คือ เหมืองขนาดใหญ่จะมีการกำหนดราคาและปริมาณ ทำให้ได้ราคาขายที่สูงกว่าปกติ ขณะที่เหมืองขนาดกลางและขนาดเล็กกำหนดปริมาณ แล้วตกลงราคาซื้อขายกันเป็นลักษณะของเหมือง EARTH และการเทรดดิ้ง หรือซื้อมา-ขายไป
“ปีนี้จีนจัดให้ EARTH เป็นบริษัทอยู่ในไพร็อกโซน หรือบริษัทจีนโพ้นทะเล ที่กลับมาพัฒนาบ้านเกิด ซึ่งจะได้สิทธิพิเศษทางภาษี (แทกซ์รีฟันด์) คืนกลับมา ซึ่งประเทศไทยมี 5 บริษัท โดย EARTH เป็น 1 ใน 5 บริษัทนั้นด้วย” นายขจรพงศ์ กล่าว
กรรมการผู้จัดการ กล่าวถึงแผนการทำธุรกิจพลังงานในประเทศอิตาลี ว่า เป็นการเพิ่มช่องทางรายได้นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการศึกษาตราสารหนี้ของโรงไฟฟ้าที่จะลงทุน หากผลตอบแทนจากการลงทุนสูงเกิน 9% อยู่ในความสนใจที่จะลงทุน ซึ่งการลงทุนโรงไฟฟ้านี้ EARTH สามารถรับรู้รายได้ทันทีจากการขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ขณะนี้ศึกษาอยู่หลายโรงกำลังผลิตทั้งหมด 70 เมกะวัตต์ คาดปิดดีลได้ภายในปีนี้
นอกจากนี้ EARTH อยู่ระหว่างรอประมูลใบอนุญาตโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ประเทศอินโดนีเซีย ที่รัฐบาลจะเปิดประมูลปลายปีนี้ ขนาด 150 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุน 320 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งผู้ที่ยื่นประมูล
จะมี 2 ประเภท คือ บริษัทใดๆ ก็สามารถยื่นประมูลได้ และอีกประเภทคือการกำหนดคุณสมบัติเฉพาะเจาะจงผู้ประกอบการถ่านหินเท่านั้น ซึ่งมีผู้สมัครเพียง 3-4 รายเท่านั้น โดย EARTH เป็นหนึ่งในผู้สมัครประเภทหลังนี้ ซึ่งบริษัทมีความได้เปรียบที่มีเหมืองถ่านหิน ทำให้มีต้นทุนที่ถูกและมีโอกาสได้สูง จากผู้สมัครทั้งหมด 3 ราย หากชนะประมูลจะใช้เวลาอีก 36 เดือนในการขายไฟฟ้า COD
“EARTH ได้ขยายธุรกิจจากถ่านหินไปทำพลังงานทดแทน ซึ่งปีนี้ปริมาณขายถ่านหินจะโตได้แค่ 1 ล้านตันเท่านั้น จากสิทธิพิเศษในจีน ราคาถ่านหินยังไม่ดี เราจึงต้องประคองลูกค้าและบริษัทต้องบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้ต่ำ ซึ่งปีนี้กำไรจะมาจากผลดำเนินงานจริงๆ ไม่มีกำไรอัตราแลกเปลี่ยนเหมือนผลประกอบการปี 2558 ที่บริษัทได้ประโยชน์ทางบัญชีจากค่าเงินบาทอ่อน” นายขจรพงศ์ กล่าว
กรรมการผู้จัดการ กล่าวถึงความแตกต่างโรงไฟ้ฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) ว่ามีความต่างกัน โดยโรงไฟ้าถ่านหินที่อินโดนีเซียจะมีต้นทุนที่ต่ำจากความได้เปรียบที่EARTH มีเหมืองถ่านหินเอง ขณะเดียวกันต้องมีเทคโนโยลีที่มีคุณภาพราคาถูกด้วย ส่วนโซลาร์ฟาร์มที่อยู่ระหว่างการยื่นขอที่อิตาลีนั้น หากเข้าไปลงทุนแล้วสามารถรับรู้รายได้ทันที เพราะเป็นการไปซื้อโรงงานที่เสร็จและจ่ายไฟฟ้าได้แล้ว เหลือสัมปทาน 22 ปี แต่มีสัญญาการดูแลรักษาแผงโซลาร์ตลอดสัมปทาน 25 ปี นอกจากนี้บริษัทที่ขายโรงงานโซลาร์ฟาร์มเป็นบริษัทที่สร้างแผงโซลาร์ด้วย จึงไม่มีความเสี่ยงการดูแลรักษา แต่อย่างไรก็ตามทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินและโซลาร์ฟาร์มเป็นแผนที่ EARTH ต้องดำเนินงานตามแผนการขยายไปสู่ธุรกิจพลังงานทดแทน
นายขจรพงศ์ กล่าวถึงแผน 5 ปี 5 เหมือง 5 ประเทศ ดำเนินการแล้วตามแผนโดยการขยายตลาดถ่านหินไปยัง 5 ประเทศ คือ จีน เกาหลี อินเดีย ฮ่องกง และบังกลาเทศ สำหรับการซื้อเหมืองนั้น ขณะนี้มีเหมือง 2 เหมืองในอินโดนีเซีย ส่วนเหมืองถ่านหินที่ 3 เป็นการซื้อล็อกปริมาณถ่านหินไว้ทั้งหมด ส่วนเหมืองที่ 4-5 อยู่ระหว่างดำเนินการ
ด้านราคาหุ้น EARTH วันที่ 19 ม.ค. ที่ผ่านมา ปิดที่ 4.78 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง







