
บึ้มกลางกรุง ท่องเที่ยวหมดไฮซีซัน
สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุระเบิดบริเวณป้ายรถเมล์หน้าห้างบิ๊กซี ราชดำริ ใกล้สี่แยกราชประสงค์
สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุระเบิดบริเวณป้ายรถเมล์หน้าห้างบิ๊กซี ราชดำริ ใกล้สี่แยกราชประสงค์
โดย...ทีมข่าวธุรกิจตลาด
สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุระเบิดบริเวณป้ายรถเมล์หน้าห้างบิ๊กซี ราชดำริ ใกล้สี่แยกราชประสงค์ เมื่อช่วงเย็นวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 8 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ทั้งที่ๆ กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่กลับเกิดเหตุความรุนแรงถึงขั้นมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต
ทำให้เป็นการสะท้อนความจริงที่ว่า สถานการณ์ทางการเมืองที่ทำท่าจะนิ่งนั้น เป็นเพียงภาพลวงตา ดังนั้นความพยายามในการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. และเอกชนท่องเที่ยวในช่วงที่ผ่านมา มีแนวโน้มจะสูญเปล่าอีกครั้ง
ประกิจ ชินอมรพงษ์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) ยอมรับว่า เหตุการณ์ระเบิดครั้งนี้จะกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยให้ถอยหลังและร่นระยะเวลาการฟื้นตัวออกไป จนไม่สามารถประเมินได้ว่าการท่องเที่ยวของไทยจะกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งเมื่อไหร่ เนื่องจากประเทศไทยเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ย 23 อาทิตย์/ครั้ง
ทั้งนี้ เพราะการเกิดระเบิดกลางเมืองจะทำให้ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวลดลงทันที และนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่กล้าเดินทางมาประเทศไทยในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องควบคุมไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวอีก เพราะจะเป็นการตอกย้ำเหตุการณ์ความไม่สงบ โดยต้องติดตามสถานการณ์การนำเสนอข่าวในต่างประเทศที่ออกไปในช่วงนี้ รวมถึงติดตามความเคลื่อนไหวของนักท่องเที่ยวในช่วง 12 วันนี้ ที่มีต่อเหตุการณ์ดังกล่าว
โดยเบื้องต้นเหตุการณ์นี้จะกระทบต่อการเดินทางมาท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซัน) ช่วงเดือน ต.ค. ที่จะถึงนี้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะกลุ่มตลาดระยะไกลอย่างโซนยุโรป อเมริกา ที่ใช้ระยะเวลาการวางแผนเดินทางราว 46 เดือน ซึ่งช่วงนี้เป็นเวลาที่ชาวต่างชาติกำลังวางแผนเดินทางท่องเที่ยว
“ผมเชื่อว่าเหตุระเบิดในครั้งนี้จะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย ทำให้นักท่องเที่ยวชะลอเที่ยวไทย ขณะเดียวกันประเทศเพื่อนบ้านของไทย ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ต่างเร่งกระตุ้นตลาดเชื้อเชิญนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ ขณะที่ไทยยังวุ่นวายไม่หยุด จึงเชื่อว่าเดือน ต.ค.นี้ การท่องเที่ยวไทยแทบจะปิดประตูตายไปได้เลย”
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานี้รัฐบาลต้องเร่งวางแนวทางว่าจะฟื้นภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวให้กลับมาด้วยวิธีใด เพื่อให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสามารถเดินต่อไปได้ เพราะขณะนี้เอกชนอยู่ในภาวะมืดแปดด้าน ทั้งจากปัญหาเดิม เช่น มาตรการเยียวยาผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ยังไม่ได้ความช่วยเหลือ ซ้ำยังเกิดเหตุการณ์ระเบิดเข้ามาซ้ำเติมผู้ประกอบการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง
หากประเทศไทยยังไม่สงบ การใช้กลยุทธ์ ลด แลก แจก แถม กับแพ็กเกจทัวร์ หรือการทำฮาร์ดเซลส์ใดๆ จะไม่สามารถปลุกกระแสการเดินทางจากนักท่องเที่ยวต่างชาติได้
ประกิจ เล่าว่า สำหรับสถานการณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทย หลังที่การเมืองเริ่มคลี่คลายตั้งแต่เดือนพ.ค.ที่ผ่านมานั้นเริ่มกระเตื้องขึ้น โดยอัตราการเข้าพักโรงแรมใหญ่ในกรุเทพเริ่มกระเตื้องขึ้น เฉลี่ยอยู่ที่ 4050% เทียบจากช่วงที่ผ่านมาที่มิอัตราเข้าพักเพียง 2030% ทั้งๆ ที่ช่วงนี้อัตราการเข้าพักควรเฉลี่ยที่ 6070% และยิ่งเมื่อเกิดระเบิดกลางกรุงขึ้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เริ่มวิตกกังวลว่ายอดการจองล่วงหน้าจะไม่มีเข้ามาอีก
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 28 ก.ค.นี้ ทีเอชเอได้เตรียมประชุมหารือร่วมกับสมาชิกทีเอชเอ พร้อมเชิญ ดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย ร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับอนาคตการท่องเที่ยวของประเทศไทยในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อแลกเปลี่ยนแนวความคิด รวมถึงวางกรอบการทำงานร่วมกัน
ด้าน วิชิต ประกอบโกศล นายกสมาคมผู้ประกอบการสัมพันธ์ไทยจีน ให้ความเห็นว่า ขณะนี้ต้องจับตาว่ารัฐบาลในแต่ละประเทศจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อเหตุการณ์ระเบิดบริเวณหน้าห้างบิ๊กซี เนื่องจากหลายประเทศยังไม่ยกเลิกการประกาศเตือนนักท่องเที่ยวมาไทย หากมีการเพิ่มระดับการเตือนจะทำให้การท่องเที่ยวไทยในช่วงครึ่งปีหลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ไต้หวัน ฮ่องกง ซึ่งเป็นตลาดความหวังในการเพิ่มจำนวนและรายได้ทางการท่องเที่ยวให้กับประเทศอาจต้องหมดหวัง ในช่วงสัปดาห์นี้จึงต้องติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลแต่ละประเทศและบริษัททัวร์อย่างใกล้ชิด ซึ่ง ซงผลกระทบที่เกิดขึ้นจะส่งผลให้นักท่องเที่ยวไม่กล้าจองแพ็กเกจทัวร์มาไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี แต่ในช่วงนี้นักท่องเที่ยวจะเดินทางตามปกติ เพราะได้จองไว้ล่วงหน้าแล้ว
สุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ได้สั่งการให้สำนักงาน ททท.ต่างประเทศทั้ง 24 แห่งทั่วโลก ชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเป็นข้อมูลเดียวกับหน่วยงานราชการรายงาน เพื่อให้รายละเอียดข้อเท็จจริงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ทุกสำนักงานต่างประเทศติดตามความเคลื่อนไหว การรายงานข่าวเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมาอย่างใกล้ชิด รวมถึงความเคลื่อนไหวและกระแสของนักท่องเที่ยวในแต่ละประเทศ เพื่อประเมินเหตุการณ์และวัดแนวโน้มว่าจะส่งผลกระทบในอนาคตต่อตลาดหรือไม่
นอกจากนี้ ได้ขอความร่วมมือจากทุกสมาคมด้านการท่องเที่ยว เช่น สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตตา ทีเอชเอ สหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย หรือ เฟตตา และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ สทท.) ร่วมประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ด้วย
“ททท.คาดว่าจะรวบรวม พร้อมประเมินสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว ภายหลังการเกิดเหตุระเบิดให้แล้วเสร็จภายในปลายสัปดาห์นี้ เพื่อนำมาวิเคราะห์ว่าแต่ละตลาดมีผลอย่างไรบ้าง ถ้าตลาดไหนไม่มีแรงกระเพื่อมการตลาดที่วางไว้จะเดินหน้าต่อ แต่ถ้ามีผลกระทบ อาจต้องปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมอีกครั้ง”
อย่างไรก็ตาม ททท.จะไม่ประเมินและคาดการณ์ล่วงหน้า แต่จะรอผลการรวบรวมข้อมูลให้ชัดเจนก่อนการประเมินสถานการณ์ เพื่อให้ข้อมูลในด้านต่างๆมีความถูกต้องและแม่นยำ เพื่อให้การทำแผนกระตุ้นท่องเที่ยว ซึ่งอยู่ในช่วงฟื้นฟูการตลาด รวมถึงขยายฐานตลาดให้มีการเติบโตเกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทยได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ รวมถึงสร้างบรรยากาศให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างคึกคัก







