posttoday
แนะรัฐหนุนเที่ยวเรือสำราญ ขยายตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ

แนะรัฐหนุนเที่ยวเรือสำราญ ขยายตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ

14 มกราคม 2559

โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

การท่องเที่ยวทางเรือสำราญ เป็นการท่องเที่ยวรูปแบบหนึ่งของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่ไทยมีโอกาสเจาะตลาดมากขึ้น ผลักดันให้ตลาดนี้ขยายตัว เพราะไทยมีจุดจอดเรือสำราญได้หลายจุด และหากพัฒนาเพิ่มก็จะเอื้อต่อตลาดนี้มากขึ้น

จุมพล ชฎาวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท รีเกล อินเตอร์เนชั่นแนล แทรเวล ผู้ดำเนินธุรกิจบริษัทนำเที่ยวที่เจาะตลาดเที่ยวเรือสำราญ เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวทางเรือสำราญมีมาก่อนการเดินทางด้วยเครื่องบิน แม้ไม่ได้นิยมในไทย แต่ถ้าเป็นระดับโลกมีความนิยมท่องเที่ยวทางเรือสำราญภายในภูมิภาคมาก และประเภทการท่องเที่ยวทางเรือสำราญที่โด่งดังคือ โอเชียน ครูยซ์ ไลน์ เป็นการเดินเรือน้ำลึก ล่องยาวเป็นประวัติศาสตร์ เช่น ล่องข้ามทวีป ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก จากอังกฤษไปอเมริกา ใช้เวลา 7 วัน 7 คืน

การท่องเที่ยวทางเรือสำราญทั่วโลกมีแนวโน้มโตต่อเนื่อง สะท้อนได้จากการลงทุนเรือลำใหม่ๆ เพื่อรับนักท่องเที่ยว จากสถิติปี 2533 มีเรือสำราญบริการนักท่องเที่ยวทั่วโลก 182 ลำ 10 ปีถัดมา (ปี 2543) กลายเป็น 272 ลำ เพิ่มเกือบ 50% เทียบปี 2533 ขณะที่ปี 2557 มี 394 ลำ เพิ่ม 116% เทียบปี 2533 ด้านส่วนแบ่งตลาดการท่องเที่ยวเรือสำราญ จากสถิติปี 2556 จะอยู่ในทะเลแคริบเบียน 39.5% ของการเที่ยวเรือสำราญทั้งหมด อันดับ 2 คือ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน 19.6% อันดับ 3 ยุโรป/สแกนดิเนเวีย 9.4% อันดับ 4 เอเชีย/แปซิฟิก 8% อันดับ 5 อลาสกา 4.6% ที่เหลือคือพื้นที่อื่น

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในแง่จุดหมายเที่ยวเรือสำราญที่นิยมแวะจอดขึ้น-ลงจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด พบว่า 58.6% คือ อเมริกาเหนือ 25.9% ยุโรป ส่วนเอเชียอยู่ที่ 8.5% โดยหลังจีนเปิดประเทศมากขึ้น ทำให้การเที่ยวเรือสำราญในเอเชียพัฒนาเร็ว เริ่มมีการนำเรือสำราญมาจอดให้นักท่องเที่ยวขึ้น-ลง รวมถึงมาแวะจอดในเอเชียมากขึ้น

จุมพล กล่าวว่า จุดหมายการเที่ยวเรือสำราญมี 3 ประเภท คือ 1.ทรานซิต เป็นการมาแวะจอดเพื่อให้นักท่องเที่ยวบนเรือลงมาเที่ยวแบบไปเช้า-เย็นกลับ 2.เทิร์นอะราวด์ เป็นการมาจอดเรือที่ท่าเพื่อเป็นจุดให้นักท่องเที่ยวบนเรือขึ้นฝั่งไปต่อเครื่องบินกลับประเทศเลย และรับนักท่องเที่ยวใหม่ที่จะมาลงเรือ พร้อมขนถ่ายวัตถุดิบต่างๆ ลงเรือ 3.โอเวอร์ไนต์ เป็นการนำเรือมาจอดแบบค้างคืน 1 คืนขึ้นไปให้นักท่องเที่ยวบนเรือขึ้นฝั่งเที่ยวได้

สำหรับเอเชียนั้น สิงคโปร์ เป็นจุดหมายจอดเรือที่นิยมสูงสุด ตลอดปีมีสถิติจอดเทิร์นอะราวด์ 308 ครั้ง ทรานซิต 25 ครั้ง และโอเวอร์ไนต์ 41 ครั้ง รวมแล้วถูกใช้จอดเรือ 374 ครั้ง ส่วนไทย ซึ่งมีหลายท่าเรือ พบว่า ท่าเรือที่ป่าตอง จ.ภูเก็ต ติดอันดับ 6 มียอดจอดแบบทรานซิต 136 ครั้ง โอเวอร์ไนต์ 4 ครั้ง แต่ไม่มีการจอดแบบเทิร์นอะราวด์

ขณะที่ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ติดอันดับ 12 ยอดจอดทรานซิต 41 ครั้ง เทิร์นอะราวด์ 11 ครั้ง และโอเวอร์ไนต์ 36 ครั้ง ท่าเรือเกาะสมุย ติดอันดับ 23 ยอดจอดทรานซิต 52 ครั้ง โอเวอร์ไนต์ 2 ครั้ง แต่ไม่มีเทิร์นอะราวด์ ท่าเรือกระบี่ ติดอันดับ 25 ยอดจอดทรานซิต 52 ครั้ง และท่าเรือคลองเตย กรุงเทพฯ ติดอันดับ 35 ยอดจอดทรานซิต 13 ครั้ง เทิร์นอะราวด์ 1 ครั้ง และโอเวอร์ไนต์ 17 ครั้ง

“ในอดีตบริษัทเดินเรือเคยนำเรือมาจอดรับนักท่องเที่ยวขึ้น-ลงในเอเชีย โดยนิยมจอดที่สิงคโปร์ จากนั้นก็ล่องต่อผ่านมาเลเซีย ไทย กัมพูชา เวียดนาม ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ ไต้หวัน เกาหลีใต้ แล้วนำเรือกลับไปทวีปตัวเอง แต่ล่าสุดเริ่มทยอยย้ายเรือมาจอดประจำแล้ว ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เนื่องจากเป็นจุดหมายที่มีประชากรมาก กลุ่มเที่ยวทางเรือสำราญมีโอกาสโตสูง ทำให้มีโอกาสเดินเรือสำราญเที่ยวเอเชียได้ตลอดทั้งปี จากเดิมจะเที่ยวเรือสำราญในเอเชียได้บางฤดูกาล”

จุมพล กล่าวว่า สิงคโปร์ตั้งใจพัฒนาท่าเรือให้เป็นศูนย์กลางรองรับเรือสำราญที่ใหญ่ที่สุดในโลก วางระบบบริหารจัดการท่าเรือได้ดี ทำให้ได้รับความนิยมมาก มียอดขึ้น-ลงเรือที่สิงคโปร์ทุกวัน บางวันเรือสำราญเทียบท่าขึ้น-ลงถึง 2 ลำ ส่วนไทยแม้มีแหล่งท่องเที่ยวตอบสนองนักท่องเที่ยวมาก แต่ที่ผ่านมาไม่ได้มีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภครองรับการท่องเที่ยวเรือสำราญมากนัก

หากไทยต้องการให้ประเทศรองรับกลุ่มเที่ยวเรือสำราญมากขึ้น โดยเฉพาะผลักดันให้ไทยเป็นจุดจอดเรือแบบเทิร์นอะราวด์ ไทยต้องเพิ่มจุดเทียบเรือสำราญมากขึ้น เพราะปัจจุบันจุดเทียบเรือที่มีน้อยเกินไป ถ้าเพิ่มจุดจอดเรือจะเพิ่มโอกาสให้เรือแวะจอดในไทยนานขึ้น โดยจุดที่มีศักยภาพทำท่าเรือเพิ่มรองรับเรือสำราญมาจอด ได้แก่ เกาะช้าง และหัวหิน-ชะอำ เพราะเป็นจุดที่มีแหล่งท่องเที่ยวพร้อมรองรับให้นักท่องเที่ยวที่อยู่บนเรือเมื่อขึ้นฝั่งแล้วไปเที่ยวต่อได้ง่าย

ด้านท่าเรือแหลมฉบังที่ปัจจุบันรองรับการจอดเรือแบบเทิร์นอะราวด์อยู่แล้ว มีศักยภาพขยายให้รองรับการจอดเรือแบบเทิร์นอะราวด์ได้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ไทยต้องพัฒนา 5 ปัจจัยหลักจูงใจให้นักท่องเที่ยวมาขึ้น-ลงเรือสำราญในไทยมากขึ้นด้วย ได้แก่ ความโอบอ้อมอารีในการให้บริการ ความเป็นมืออาชีพ การตลาด กฎเกณฑ์ที่บังคับใช้ และความปลอดภัย

“รัฐควรลงทุนด้านการวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวทางเรือสำราญ เพื่อเป็นข้อมูลให้เอกชนไปพัฒนารูปแบบการดำเนินธุรกิจ ที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) อาจมีข้อมูลเกี่ยวกับการ
ท่องเที่ยวทางเรือสำราญในศูนย์วิจัยข้อมูลการตลาดบ้าง แต่ยังไม่ใช่ข้อมูลเจาะลึกเป็นแค่ข้อมูลทั่วไป หากทำข้อมูลแบบเจาะลึกและดึงเอกชนร่วมหารือก็จะได้พัฒนาฝึกอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เน้นได้ตรงจุดที่การเที่ยวเรือสำราญต้องการ”

จุมพล กล่าวว่า ภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเที่ยวเรือสำราญทั่วโลกปี 2558 มี 22.2 ล้านคน ในจำนวนนี้มาจากอเมริกาเหนือ 13 ล้านคน ยุโรป 5.7 ล้านคน และที่เหลือจากภูมิภาคอื่น ขณะที่ปี 2562 คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเที่ยวเรือสำราญทั่วโลก 25.3 ล้านคน เพิ่ม 13% จากปี 2558 ประเมินว่าจะมาจากอเมริกาเหนือ 14.1 ล้านคน ยุโรป 6.3 ล้านคน ที่เหลือจากภูมิภาคอื่น

เมื่อนับจำนวนนักท่องเที่ยวทางเรือสำราญที่แวะไทย จากเรือสำราญที่บริษัทเป็นตัวแทนนำเที่ยว พบว่า ปี 2558 มีกว่า 6 หมื่นคน ปี 2559 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 8 หมื่น-1 แสนคน เนื่องจากกลุ่มเที่ยวทางเรือสำราญไม่ได้รับผลกระทบเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เพราะเป็นกลุ่มกำลังซื้อสูง

ทางด้านกลุ่มคนไทยที่เที่ยวเรือสำราญยังน้อย ปี 2558 มีกว่า 2,000 คน แต่ปี 2559 มีโอกาสเพิ่มเท่าตัว เพราะความต้องการท่องเที่ยวมี แต่ที่ผ่านมาคนไทยยังไม่ค่อยเข้าใจรูปแบบท่องเที่ยวทางเรือสำราญ ยังมีพฤติกรรมไม่ชอบจองล่วงหน้านานๆ ซึ่งการเที่ยวเรือสำราญมักต้องจองล่วงหน้านาน ไม่เช่นนั้นห้องพักบนเรือจะเต็ม แต่เมื่อเข้าใจการเที่ยวเรือสำราญมากขึ้น ก็คาดว่าการท่องเที่ยวประเภทนี้ก็โตได้

หากรัฐต้องการนักท่องเที่ยวคุณภาพมาไทยมากขึ้นอยู่แล้ว การหันมาใส่ใจวางโครงสร้างพื้นฐานพร้อมทำตลาดเที่ยวทางเรือสำราญมากขึ้น ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ