
กฎหมายอุ้มบุญใหม่
ปัจจุบันพัฒนาการเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้ก้าวหน้าไปมาก ช่วยให้การดำรงชีวิตของมนุษย์มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น สำหรับหญิงที่มีบุตรยากก็เช่นกันมีทางออกโดยการให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทน หรือเรียกกันทั่วไปว่า “อุ้มบุญ” อุ้มบุญมี 2 ลักษณะ คือ อุ้มบุญแท้ กับอุ้มบุญเทียม ต่างกันตรงที่อุ้มบุญแท้ใช้น้ำเชื้อจากฝ่ายชายผสมกับไข่ของแม่ผู้อุ้มบุญ และฉีดฝังในมดลูกของแม่อุ้มบุญ ส่วนอุ้มบุญเทียมจะใช้น้ำเชื้อและไข่ของพ่อแม่ที่แท้จริง แล้วจึงฝากไข่ไว้ในตัวแม่อุ้มบุญ กรณีนี้เด็กที่เกิดมาจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมกับแม่ผู้อุ้มบุญ
ปัจจุบันพัฒนาการเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้ก้าวหน้าไปมาก ช่วยให้การดำรงชีวิตของมนุษย์มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น สำหรับหญิงที่มีบุตรยากก็เช่นกันมีทางออกโดยการให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทน หรือเรียกกันทั่วไปว่า “อุ้มบุญ” อุ้มบุญมี 2 ลักษณะ คือ อุ้มบุญแท้ กับอุ้มบุญเทียม ต่างกันตรงที่อุ้มบุญแท้ใช้น้ำเชื้อจากฝ่ายชายผสมกับไข่ของแม่ผู้อุ้มบุญ และฉีดฝังในมดลูกของแม่อุ้มบุญ ส่วนอุ้มบุญเทียมจะใช้น้ำเชื้อและไข่ของพ่อแม่ที่แท้จริง แล้วจึงฝากไข่ไว้ในตัวแม่อุ้มบุญ กรณีนี้เด็กที่เกิดมาจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมกับแม่ผู้อุ้มบุญ
การอุ้มบุญเป็นการผิดกฎหมายสำหรับหลายๆ ประเทศแถวเอเชีย เช่น ไต้หวัน จีน ยิ่งเป็นเรื่องการว่าจ้างหรือรับจ้างท้องแทน เพราะถือเป็นเรื่องผิดศีลธรรมขัดต่อจารีตประเพณีอันดีงาม สำหรับประเทศไทยเมื่อก่อนก็ไม่ได้มีกฎหมายรองรับเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ล่าสุดมีพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 ทำให้การอุ้มบุญเป็นเรื่องถูกกฎหมาย แต่หากเป็นการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้าก็ผิดพระราชบัญญัตินี้
ประเด็นของปัญหามีอยู่ว่า เมื่อเด็กเกิดมาจะมีผลในทางกฎหมายอย่างไร พระราชบัญญัตินี้ก็ได้ระบุไว้ว่าในกรณีที่เด็กเกิดจากอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อนของผู้บริจาค โดยการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ไม่ว่าจะให้ภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของสามี หรือให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทน ให้เด็กนั้นเป็นบุตรชอบด้วยของสามีและภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งประสงค์จะมีบุตร แม้ว่าสามีหรือภริยานั้นจะถึงแก่ความตายก่อนเด็กเกิด ส่วนชายหรือหญิงที่บริจาคอสุจิหรือไข่ก่อนปฏิสนธิเป็นตัวอ่อน ไม่มีสิทธิและหน้าที่ต่อกันในทางกฎหมาย
หากเป็นกรณีที่สามีและภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งประสงค์จะให้มีการตั้งครรภ์แทนถึงแก่ความตายก่อนเด็กเกิด ให้หญิงที่รับตั้งครรภ์แทนเป็นผู้ปกครองจนกว่าจะมีการตั้งผู้ปกครองขึ้นใหม่ ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของเด็กที่จะคลอดออกมาเป็นทารกจะได้มีสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัวและมรดก
ตามพระราชบัญญัตินี้อาจเรียกสั้นๆ ว่า “กฎหมายอุ้มบุญ” ออกมาใช้บังคับก็เพื่อแก้ปัญหาผู้ที่มีบุตรยากได้มีบุตรไว้เชยชมสมใจและถูกต้องตามกฎหมาย เพราะก่อนหน้านี้หากมีการอุ้มบุญก็มักมีปัญหาเกี่ยวกับแม่ที่อุ้มบุญกับแม่ผู้เป็นเจ้าของไข่ หากว่าผู้อุ้มบุญเกิดความผูกพันขึ้นมาเพราะอุตส่าห์ตั้งท้องดูแลเด็กในครรภ์มาตลอดระยะเวลา 9 เดือน และยังไม่มีกฎหมายออกมารองรับสิทธิเด็กและแม่ผู้อุ้มบุญ จึงนิยมให้ญาติพี่น้องที่สนิทชิดเชื้อช่วยอุ้มบุญให้แทน
แต่หากมองในด้านจริยธรรมแล้วกฎหมายอุ้มบุญไม่ได้ให้สิทธิแม่ผู้เป็นเจ้าของไข่และแม่ที่ตั้งครรภ์แทนมีสิทธิในตัวเด็ก แต่ให้เด็กเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาซึ่งประสงค์จะมีบุตร จึงเท่ากับว่าหากแม่ผู้เป็นเจ้าของไข่และแม่อุ้มบุญเกิดผูกพันกับเด็กขึ้นมาด้วยความน่ารักน่าชังหรือประการใดๆ ก็แล้วแต่ ย่อมต้องถูกตัดบทโดยผลของกฎหมาย
กฎหมายห้ามมิให้ผู้ใดดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า หากผ่าฝืนมีความผิดและโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท ในความเป็นจริงเมื่อมีการอุ้มบุญแทน ครอบครัวพ่อแม่ของเด็กจะให้เงินเป็นการช่วยเหลือแก่หญิงที่รับอุ้มบุญที่ยอมลำบากและเสียเวลาอุ้มบุญให้ บางครั้งเป็นเรื่องยากลำบากที่จะพิจารณาว่าการให้เงินช่วยเหลือในลักษณะนี้เป็นการค้าหรือไม่ แต่ถ้ากระทำเป็นขบวนการ มีนายหน้ารับติดต่อประสานงานหาหญิงอุ้มบุญและเรียกค่าตอบแทน ถือได้ว่าเป็นการทำเพื่อประโยชน์ทางการค้าที่ผิดกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการต่างๆ หรือแพทย์ผู้เกี่ยวข้องหรือผู้ที่จะรับเป็นแม่อุ้มบุญต้องมีศีลธรรมและจริยธรรมพอสมควร ไม่เอาความต้องการของคนที่มีบุตรยากมาเป็นเครื่องต่อรองเพื่อช่องทางหาผลประโยชน์ และผู้ที่รับอุ้มบุญเองก็พึงระลึกอยู่เสมอว่าเป็นเพียงแค่หน้าที่ชั่วคราว แม้ตลอดระยะเวลาที่เด็กอยู่ในท้องจะก่อให้เกิดความผูกพันเพียงใดก็ตาม







