
จัดระบบก่อสร้าง รับผู้สูงอายุ-คนพิการ
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
หลังจากรัฐบาลเร่งใช้จ่ายงบประมาณผ่านโครงการต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ธุรกิจก่อสร้างจึงเริ่มค่อยๆ ฟื้นตัวอีกครั้งในช่วงปลายปี 2558 พร้อมกับความหวังว่า เมื่อรัฐอัดฉีดงบประมาณล็อตใหญ่ตามยุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทยปี 2558-2565 ด้วยวงเงินลงทุนกว่า 3 ล้านล้านบาท ภายในเวลา 8 ปี แบ่งเป็นโครงการเร่งด่วน 20 โครงการ เม็ดเงิน 1.79 ล้านล้านบาท เช่น โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหรือมอเตอร์เวย์ สายพัทยา-มาบตาพุด มอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา โครงการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟส 2 เป็นต้น อุตสาหกรรมก่อสร้างจะกลับมาแข็งแกร่งและเป็นหนึ่งในหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อีกครั้ง
จักรพร อุ่นจิตต์ ผู้อำนวยการสถาบันการก่อสร้างแห่งประเทศไทย กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในปี 2559 นั้นจะเติบโตได้มากกว่า 10% จากงานการผลักดันโครงการเมกะโปรเจกต์ของภาครัฐ หลังจากประเมินภาพรวมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในปี 2558 นั้นเติบโตประมาณ 9-10% เนื่องจากรัฐบาลพยายามเร่งผลักดันงบค้างท่อ ขณะที่งานก่อสร้างใหม่ของภาคเอกชนนั้นกลับได้รับผลกระทบค่อนข้างหนักจากเศรษฐกิจชะลอตัวในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2558 เห็นได้จากการชะลอเปิดตัวโครงการใหม่ แต่ก็มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น
นอกจากนี้ ปัจจัยบวกที่ผลักดันในอุตสาหกรรมก่อสร้างมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้ราคาวัสดุก่อสร้างหลายตัวนั้นไม่ปรับขึ้น และไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านราคามากนัก โดยเฉพาะราคาเหล็กเส้น แต่ปัญหาสำคัญในเวลานี้คือ แรงงานภาคการก่อสร้างที่มีปัญหาขาดแคลนแม้ว่าผู้ประกอบการจะนำระบบก่อสร้างสำเร็จรูปเข้ามาใช้
“ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่นั้นสามารถหาแรงงานได้ง่ายกว่าผู้รับเหมารายขนาดเล็ก เนื่องจากมีความสามารถในการจ่ายค่าจ้างแรงงานที่ดีกว่า ซึ่งโดยภาพรวมแล้วถือว่าอุตสาหกรรมนี้ยังขาดแคลนแรงงานแต่ยังไม่รุนแรง แต่ถ้าในปี 2559 งานก่อสร้างออกมาในปริมาณมากโดยเฉพาะเมกะโปรเจกต์ออกมาพร้อมๆ กับงานภาคเอกชน การขาดแคลนแรงงานก่อสร้างจะกลับมาเป็นปัญหาใหญ่ได้” จักรพร กล่าว
ทั้งนี้ หลังจากเริ่มเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้วแรงงานภาคก่อสร้างประเภทไร้ฝีมือนั้นประเมินว่ายังคงเป็นปัญหาต่อไป เนื่องจากไม่สามารถเคลื่อนย้ายแรงงานได้ยังต้องอยู่ในการควบคุมของภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันไทยได้รับความสนใจมากขึ้น อย่างเช่นประเทศเวียดนามที่แรงงานก่อสร้างต้องการเข้ามาทำงานในไทย แต่แรงงานก่อสร้างต่างชาติที่รัฐบาลอนุมัติให้เข้ามาดำเนินงานในไทยได้เพียง 3 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา เมียนมา และลาว
สำหรับสถาบันการก่อสร้างแห่งประเทศไทยถือเป็นองค์กรหลักในการประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชน ส่งเสริมและผลักดันภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ก่อตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรีตั้งแต่ 1 มี.ค. 2554 เนื่องจากภาครัฐและภาคเอกชนนั้นเกี่ยวข้องกับภาคการก่อสร้างอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยหรือแม้แต่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่พยายามจัดตั้งศูนย์ข้อมูลของตนเองขึ้นมา โดยทางสถาบันการก่อสร้างฯ พยายามทำตัวเป็นหน่วยงานเชื่อมต่อข้อมูล การประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชน
สำหรับแผนการดำเนินงานในช่วง 3 ปีข้างหน้าทางสถาบันการก่อสร้างไทยฯ จะให้ความสำคัญในเรื่องการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและคนพิการ เนื่องจากได้มี พ.ร.บ.ผู้สูงอายุและ พ.ร.บ.คนพิการมาบังคับใช้ ปัจจุบันที่มีการสำรวจตัวเลขวัสดุก่อสร้างสำหรับผู้สูงอายุนั้นมีมูลค่าประมาณ 9,500 ล้านบาท จากภาพรวมวัสดุก่อสร้างประมาณ 1 ล้านล้านบาท/ปี ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างน้อย
“ปัจจุบันผู้สูงอายุในประเทศไทยอายุ 60 ปีขึ้นไป มีประมาณ 10 ล้านคน และแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นรวดเร็วเหมือนกับการเกิดคลื่นสึนามิ ที่ผ่านมามีหลายบริษัทและหลายหน่วยงานพยายามออกแบบสินค้าเพื่อผู้สูงอายุ แต่สินค้าที่ผลิตยังออกแบบไม่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ จึงควรจะสนับสนุนองค์ความรู้ในการผลิต รวมไปถึงติดตั้งให้เหมาะสมอย่างไร” จักรพร กล่าว
นอกจากนี้ จะต้องมีการกำหนดราคากลางที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นสเปกสินค้าราคาพิเศษเป็นหมวดสินค้าเพื่อผู้สูงอายุและคนพิการโดยเฉพาะ ซึ่งจะต้องเร่งยกร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์สินค้า ร่วมกับทางสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ได้ในครึ่งปีแรกของปี 2559 โดยในเบื้องต้นจะมีวัสดุก่อสร้างสำหรับผู้สูงอายุ 5 รายการแรก ประกอบด้วย โถส้วม อ่างล้างหน้า ก๊อกน้ำ สายฉีดชำระ และลูกบิดประตู ซึ่งจะคัดเลือกสินค้ามาเท่าที่จำเป็นก่อน เนื่องจากการออกมาตรฐานการผลิตแล้วจะต้องออกมาตรฐานของการติดตั้งมาควบคู่กันเพื่อให้ใช้งานได้อย่างเหมาะสม
ขณะเดียวกัน ทางสถาบันก็ยังร่วมมือกับสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปภัมภ์ ในการยกร่าง พ.ร.บ.สภาก่อสร้าง ถือเป็นภารกิจสำคัญในการยกระดับการก่อสร้างไทยให้มีมาตรฐานที่สูงขึ้น เพื่อรองรับกับการลงทุนเมกะโปรเจกต์ของรัฐ และการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน







