
คิดก่อนซื้อ
โดย...ศาสตรา มังกรอัศวกุล K-Expert ธนาคารกสิกรไทย [email protected]
โดย...ศาสตรา มังกรอัศวกุล K-Expert ธนาคารกสิกรไทย [email protected]
ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาใหญ่ของคนไทย ที่ส่งผลกระทบไปยังเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคนไม่มีเงินออม คนที่กำลังจะเกษียณอายุมีแนวโน้มมีเงินไม่พอใช้ จนไปถึงสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งสาเหตุของหนี้ครัวเรือนก็มาจากหลายสาเหตุ เช่น คนไม่มีความรู้เรื่องการเงิน โครงการกระตุ้นหรือส่งเสริมทางการตลาด และภัยพิบัติต่างๆ ที่ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายโดยไม่คาดฝัน
ดังนั้น หากจะแก้ทุกสาเหตุของปัญหาหนี้ครัวเรือนคงต้องใช้ทั้งกำลังเงินและเวลาจำนวนมากมายมหาศาล ซึ่งจริงๆ แล้วหากเรามาพิจารณาดีๆ จะพบว่าคนที่ไม่มีความรู้การเงิน คนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบเดียวกัน รายได้ไม่ต่างกัน บางคนก็ไม่เป็นหนี้ คำถาม คือ อะไรคือพฤติกรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นไปได้หลากหลายประการ แต่สิ่งที่สังเกตได้ชัดเจนคือคนเหล่านั้น “คิดก่อนซื้อ” โดยก่อนที่จะซื้อของหรือจับจ่ายใช้สอยอะไร คนเหล่านี้เขาจะมีสติ ไม่ปล่อยให้ตัวเองตอบสนองไปตามสิ่งยั่วเย้า และจะมีช่วงเวลาที่หยุดคิดเพื่อตัดสินใจ ให้แน่ใจว่าเขาควรซื้อหรือไม่ดังนี้
1.แน่ใจว่าจะได้ใช้ของชิ้นนี้ หลายคนซื้อของมาแล้ว สุดท้ายจบลงด้วยการไม่ได้ใช้ เราลองนึกดูว่าเราเคยทิ้งหรือบริจาคอะไรไปทั้งที่ยังไม่เคยใช้ หรือใช้แค่ครั้งเดียวหรือไม่ ผมเชื่อว่าคงมีคนจำนวนมากตอบว่าเคย เพราะหลายครั้งพอเราเห็นของที่ถูกใจเราก็มักจะซื้อไว้เผื่อจะได้ใช้ เพราะกลัวว่าเดี๋ยวตอนจะใช้จะไม่มีขาย ของเหล่านี้ อย่างเช่น เสื้อกันหนาว ชุดแฟชั่น ของสะสมต่างๆ ซึ่งหากพิจารณาแล้วยังไม่ได้จะใช้ตอนนี้ หรือมีความเร่งด่วนอะไรเราควรจะลองชะลอการตัดสินใจซื้อของชิ้นนั้นไปก่อน เพราะหลายครั้งเราจะพบว่าของที่เราคิดว่าจะซื้อเมื่อเวลาผ่านไป ไม่มีโปรโมชั่น มันกลับเป็นของฟุ่มเฟือยที่ไม่รู้ว่าซื้อมาได้ยังไง
2.แน่ใจว่าของชิ้นนี้จำเป็นกับเรา กรณีนี้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่มักถูกหยิบยกมาเป็นตัวอย่างเป็นประจำ มีการตั้งคำถามว่าการเปลี่ยนโทรศัพท์มีความจำเป็นจริงหรือไม่ เพราะมักจะมีการออกแบบให้สวยงามหรือทำฟีเจอร์ต่างๆ มาล่อตาล่อใจออกมาเป็นระยะๆ แต่สุดท้ายคนที่เปลี่ยนก็ไม่ได้ใช้ฟีเจอร์ใหม่เหล่านั้น ดังนั้นก่อนซื้อสิ่งของอะไรขอให้คำนึงเสมอว่ามันเป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องใช้ หรือเราแค่อยากได้มันตามกระแส หรือโปรโมชั่นที่ยั่วยวนใจ
3.แน่ใจว่าราคาเหมาะสม หากคิดว่าของชิ้นนั้นจะได้ใช้และจำเป็นแน่แล้ว สิ่งที่ต้องคำนึงต่อมาคือ แล้วมันราคาเท่าไหร่ คุ้มค่ากับทั้งประโยชน์ในการใช้งานและคุณค่าทางจิตใจหรือไม่ ก่อนซื้อเราควรหาตัวเลือกอื่นที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันมาเปรียบเทียบ และทางที่ดีที่สุดคือลองคิดมาเป็นราคาต่อหน่วยเผื่อให้เปรียบเทียบกันได้ง่าย บางคนก่อนเลือกซื้อทิชชู่จะเอาราคามาหารจำนวนแผ่นเพื่อเปรียบเทียบการซื้อแต่ละยี่ห้อหรือการเลือกว่าจะซื้อแบบเดี่ยวหรือแบบแพ็กดี เพื่อให้มั่นใจว่าได้ของที่ราคาคุ้มค่า ซึ่งหลายคนจะบ่นว่ายุ่งยากหรือหยุมหยิมไปไหม แต่จริงๆ แล้วการฝึกพฤติกรรมเปรียบเทียบราคาของให้เป็นนิสัยจะช่วยให้เราเป็นคนประหยัดและเก็บเงินเก่งขึ้น
4.แน่ใจว่าจ่ายไหว ขั้นตอนสุดท้ายก่อนซื้อคือการคิดว่าเรามีความสามารถในการชำระค่าสินค้านั้นหรือไม่ ไม่ว่าจะด้วยเงินของเราหรือกู้ยืมคนอื่นมา โดยหากเป็นเงินของเราๆ ควรจะมั่นใจว่าการใช้เงินก้อนนั้นไม่ไปกระทบกับเป้าหมายสำคัญของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเงินแต่งงาน เงินเพื่อการศึกษาบุตร หรือเงินสำหรับเกษียณอายุของเราในอนาคต ซึ่งแปลว่าควรจะเป็นเงินที่เราเก็บออมมาดีพอสมควร
ส่วนถ้าเราจำเป็นถึงขั้นต้องกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน สิ่งสำคัญที่เราต้องเข้าใจมีอยู่ 2 เรื่องคือ ภาระการชำระหนี้สินที่ไม่มากเกินไปคือ 40% ของรายได้ต่อเดือน และอีกเรื่องคือพลังของอัตราดอกเบี้ยทบต้น สมมติถ้ากู้ซื้อบ้าน 3 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยประมาณ 8% เมื่อผ่านไป 30 ปี ราคาบ้านรวมดอกเบี้ยเกือบจะ 6 ล้านบาทเลยทีเดียว ซึ่งยิ่งหากเป็นดอกเบี้ยบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดที่มีอัตราสูงตั้งแต่ 20-28% เราจึงต้องระมัดระวังในการที่จะใช้จ่ายและรู้ผลกระทบของดอกเบี้ยอยู่เสมอหากมีความจำเป็นที่จะต้องใช้วงเงินสินเชื่อประเภทดังกล่าวจริงๆ
สุดท้ายนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าถ้าเราช่วยกันส่งเสริมให้คนไทยทุกคนมีค่านิยม “คิดก่อนซื้อ” ก็จะทำให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยค่อยๆ ดีขึ้น ซึ่งหากเราคิดก่อนซื้อแล้วจะทำให้เราเริ่มมีเงินเก็บมากขึ้น แล้วเมื่อมีเงินเก็บเราควรจะเอาเงินไปทำอะไรดีนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ยากในยุคนี้ เพียง Search เข้าไปใน Google หรือ YouTube ก็จะมีข้อมูลและความรู้มากมายให้เราเลือกศึกษา แต่ประเด็นสำคัญคือปัจจุบันคนยังไม่เห็นความสำคัญ มากกว่าคนไม่มีความรู้ เพราะความรู้นั้นลอยอยู่เต็มอากาศ







