
อนาคตกุ้งไทย....ปัจจัยบวกเอื้อ ระวังแค่...วิกฤตศก.ยุโรป
....จันทรืจิรา พึ่งวิริยะ
ปีนี้ส่งออกกุ้งไทยมีโอกาสขยายตัวโดดเด่นต่อเนื่องจากปัจจัยบวก ทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และความได้เปรียบของประเทศคู่แข่ง จากปัจจัยด้านเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว
ส่งผลให้ความต้องการบริโภคอาหารทะเล โดยเฉพาะกุ้งมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น ประกอบกับการส่งออกกุ้งไทยยังได้รับอานิสงส์จากการที่ผลผลิตกุ้งของคู่แข่งสำคัญอย่างประเทศอินโดนีเซีย และบราซิล ลดปริมาณลงไปมาก จากปัญหาโรคไวรัสกล้ามเนื้อขุ่น (IMN) ระบาดอย่างรุนแรง
ขณะที่จีนประสบภาวะอากาศหนาวเย็นส่งผลให้ปริมาณผลผลิตมีน้อย จึงจำเป็นต้องมีการนำเข้าวัตถุดิบกุ้งสดมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ
ตลาดนำเข้าสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา ก็ได้รับผลกระทบจากการรั่วไหลของน้ำมันจากแท่นขุดเจาะน้ำมันในบริเวณอ่าวเม็กซิโก ซึ่งเป็นแหล่งการทำประมงสำคัญของสหรัฐ จึงคาดว่าจะส่งผลให้สหรัฐมีความต้องการนำเข้าอาหารทะเลรวมทั้งกุ้งเพิ่มสูงขึ้น เพื่อชดเชยผลผลิตภายในประเทศ
การส่งออกกุ้งของไทยไปยังสหรัฐยังได้รับประโยชน์จากการยกเลิกการเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (Antidumping : AD) จากสินค้ากุ้งแช่แข็งและกุ้งแปรรูป รวมทั้งการปรับลดเงื่อนไขการวางค้ำประกันการส่งออกโดยใช้วงเงินลดลง
ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยบวกที่จะทำให้กุ้งไทยมีโอกาสสดใสในการขยายการส่งออกในปีนี้
นายอมร งามมงคลรัตน์ รองผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า สัญญาณดีชัดเจนมาตั้งแต่ไตรมาสแรก การส่งออกกุ้งของไทยมีปริมาณเพิ่มเป็น 90,461 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 21.06% คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 20,594 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
นับเป็นอัตราการขยายตัวสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งที่มีการส่งออกเพิ่มขึ้นไม่มาก เช่น จีน เอกวาดอร์ และอาร์เจนตินา แม้ว่าค่าเงินบาทของไทยจะอยู่ในระดับที่แข็งค่าเกินไปในมุมมองของผู้ส่งออก แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกกุ้งของไทยอย่างที่หลายฝ่ายกังวล เนื่องจากผลจากปัจจัยบวกที่กล่าวมาข้างต้นมีอิทธิพลมากกว่าปัจจัยลบที่มาจากการแข็งของค่าเงิน จึงส่งผลให้การส่งออกกุ้งไทยไตรมาสแรกขยายตัวเพิ่มขึ้น และคาดว่าการส่งออกทั้งปีมีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง
“
ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมาการส่งออกกุ้งของไทยเติบโตเฉลี่ยราว 12% ต่อปี สูงกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยของโลกที่ 4% ต่อปี จากความได้เปรียบด้านวัตถุดิบกุ้งที่มีคุณภาพสูง แรงงานในภาคอุตสาหกรรมมีประสบการณ์และความชำนาญในการผลิตและแปรรูป รวมถึงมีความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้สูงกว่าคู่แข่ง อีกทั้งยังมีระบบการจัดการด้านความปลอดภัยอาหารที่ดี มีตลาดรองรับสินค้าที่แน่นอน”ปัจจุบันประเทศไทยผลิตกุ้งได้ราว 5 แสนตันต่อปี ผลผลิตส่วนใหญ่ 80% หรือ 4 แสนตัน ใช้เพื่อการส่งออก สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้กว่า 9 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกกุ้งรวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก เหนือคู่แข่งอย่าง เวียดนาม จีน อินโดนีเซีย และอินเดีย
แม้ในปี 2552 การค้าในตลาดโลกจะหดตัวลงจากผลพวงด้านเศรษฐกิจซบเซา แต่การส่งออกกุ้งและผลิตภัณฑ์แปรรูปของไทยก็ยังเติบโตได้ดี ครองส่วนแบ่งในตลาดโลกสูงถึง 23.9%
ปริมาณการส่งออก 389,999 ตัน คิดเป็นมูลค่า 93,542 ล้านบาท หรือสูงขึ้น 12.23% ของมูลค่าส่งออกสินค้าอาหารทั้งหมดของไทย
ตลาดส่งออกกุ้งของไทยที่สำคัญอันดับ 1 ได้แก่ สหรัฐอเมริกา 48.9% รองลงไปคือ ญี่ปุ่น 20.4% สหภาพยุโรป 12.5% แคนาดา 5.6% ออสเตรเลีย 2.4% และเกาหลีใต้ 2.1% เป็นต้น
กระนั้น แม้ว่าปีนี้แนวโน้มการส่งออกกุ้งของไทยจะสดใส แต่ผู้ประกอบการยังคงต้องให้ความสำคัญกับวิกฤตการณ์ทางการเงินรอบใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นกับกรีซและกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นผู้นำเข้ากุ้งที่สำคัญอันดับ 3 ของไทย ที่อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณการสั่งซื้อในระยะยาว
ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่เป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 ของไทยเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น จะส่งผลต่อความต้องการและอำนาจการซื้อเพิ่มสูงขึ้น แต่ผู้บริโภคญี่ปุ่นยังคงระมัดระวังในการจับจ่าย ให้ความสำคัญกับระดับราคาเทียบเท่ากับความปลอดภัยในการเลือกซื้ออาหาร







