
เงินทุนไหลออกกดดันตลาดหุ้น
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ
ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งกว่า 5% ในสัปดาห์แรกของศักราชใหม่ ท่ามกลางความวิตกว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและภาวะตกต่ำของราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะน้ำมันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ดีเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นบ้างในช่วงปลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ มีสัญญาณเศรษฐกิจจีนชะลอตัว
ขณะที่ธนาคารกลางจีนได้ปรับลดค่ากลางเงินหยวนลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี ส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนผันผวนอย่างหนักจนต้องระงับการซื้อขายตามกลไกเซอร์กิตเบรกเกอร์ถึง 2 ครั้งในเวลาเพียง 4 วัน อย่างไรก็ดี ก.ล.ต.จีน (CSRC) ประกาศระงับการใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์แล้วเมื่อค่ำวันพฤหัสบดี
นอกจากนี้ ธนาคารกลางจีนได้ปรับค่ากลางเงินหยวนแข็งค่าขึ้นเมื่อวันศุกร์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 9 วัน หลังจากมีการปรับลดค่ากลางเงินหยวนลง 8 วันติดต่อกัน ที่กระตุ้นเงินทุนไหลออกจากตลาดการเงินจีน รวมถึงของตลาดเกิดใหม่
ด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำอย่างหนักเช่นกัน นำโดยน้ำมันดิบที่ทรุดแตะจุดต่ำสุดในรอบ 11 ปี ที่ 32.15 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ท่ามกลางภาวะน้ำมันล้นตลาดโลก ขณะที่กลุ่มโอเปกยังไม่มีทีท่าว่าจะลดกำลังการผลิตน้ำมัน
ภาวะตกต่ำของสินค้าโภคภัณฑ์ซ้ำเติมเศรษฐกิจของประเทศที่พึ่งพิงรายได้จากการส่งออกสินค้าเหล่านี้ผ่านดุลการค้าและดุลงบประมาณที่ย่ำแย่ลง กำลังซื้อที่อ่อนแอลงของตลาดอีเมอร์จิ้งยังถ่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอีกทางหนึ่งด้วยหุ้นกลุ่มพลังงานและเหมืองแร่ทั่วโลกเผชิญแรงขายอย่างหนัก ตามแรงเหวี่ยงของราคาโภคภัณฑ์
อย่างไรก็ดี มีแรงซื้อคืนหุ้นเหล่านี้ในช่วงปลายสัปดาห์ หลังราคาน้ำมันกระเตื้องขึ้น เบรนต์ปิดที่ 33.55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
ค่ำวันศุกร์ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งยังกระตุ้นแรงซื้อคืนสินทรัพย์เสี่ยงอีกทางหนึ่งด้วย สหรัฐรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งขึ้น 2.92 แสนตำแหน่งในเดือน ธ.ค. ขณะที่อัตราการว่างงานทรงตัวที่ 5% ต่ำสุดในรอบ 7 ปีครึ่ง
ขณะเดียวกัน ได้ทบทวนปรับขึ้นตัวเลขการจ้างงานในเดือน ต.ค.สู่ 3.07 แสนตำแหน่ง จากที่รายงานก่อนหน้านี้ที่ 2.98 แสนตำแหน่ง และตัวเลขในเดือน พ.ย.สู่ 2.52 แสนตำแหน่ง จากที่รายงานก่อนหน้านี้ที่ 2.11 แสนตำแหน่ง
แม้ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรจะดีเกินคาด แต่ค่าจ้างแรงงานยังขึ้นน้อย และอัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานยังต่ำ ทำให้แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟดยังคงเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปเหมือนเดิม
การปรับฐานหนักของตลาดหุ้นบ้านเราในสัปดาห์ที่ผ่านมาถูกผสมโรงด้วยแรงขายจากกองทุน LTF ในช่วงต้นปี การทำชอร์ตเซลส์ ขณะที่นักลงทุนที่ใช้เงินกู้ซื้อหุ้นส่วนหนึ่งถูกเรียกให้วางหลักประกันเพิ่มเติม
ในส่วนของแรงขายจาก LTF นั้นมีแนวโน้มจะชะลอลงเมื่อผ่านสัปดาห์นี้ เนื่องจากได้เร่งขายไปพอสมควร นอกจากนั้นผู้ที่ซื้อ LTF ช่วงไตรมาส 4 ปี 2555 ส่วนใหญ่ยังขาดทุน จึงมีแรงจูงใจน้อยลงในการขายภายใต้แนวโน้มดอลลาร์แข็งค่า อัตราดอกเบี้ยเฟดขาขึ้น และเศรษฐกิจสหรัฐมีศักยภาพการเติบโตที่ดีกว่าของตลาดเกิดใหม่ กระแสเงินทุนส่วนหนึ่งยังย้อนศรไหลออกจากตลาดอีเมอร์จิ้งกลับสู่ตลาดสหรัฐ
ช่วงสั้นการฟื้นตัวของดัชนีหุ้นจึงถูกจำกัดไว้แถวแนวต้าน 1,250 และ 1,260 จุด ตามลำดับ
ดัชนีหุ้นอยู่ในช่วงหาฐานใหม่ โดยมีแนวรับระยะยาวอยู่แถว 1,200 จุด การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ล่าช้า และมีความเสี่ยงด้านต่ำอยู่มาก เช่น การเติบโตของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะจีนและเอเชียแผ่วลง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ภัยแล้ง เป็นต้น
ปัจจัยเหล่านี้นำไปสู่การทยอยปรับลดประมาณการยอดขายและกำไรของบริษัทจดทะเบียน รวมถึงมูลค่าหุ้นตามปัจจัยพื้นฐาน
อย่างไรก็ดี ผู้ลงทุนต่างชาติได้ขายสุทธิหุ้นไทยไว้เฉียด 4 แสนล้านบาทแล้ว นับจากอดีตประธานเฟดส่งสัญญาณลดคิวอี เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2556 จนระดับการถือครองหุ้นไทยของต่างชาติลดต่ำสุดในรอบ 10 ปี แรงขายต่างชาติจึงน่าจะเหลือไม่มาก
ราคาหุ้นที่ทรุดยาว จนต่ำกว่า 1,250 จุด ทำให้มูลค่าหุ้นไทยเริ่มถูกแล้ว ค่าพี/อี ปี 2559 ลงมาต่ำกว่า 13 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลังที่ 14.7 เท่า หุ้นจำนวนมากซื้อขายกันต่ำกว่าค่าพี/อีเฉลี่ย หรือค่าพี/บีวี เฉลี่ย -1SD หรือแม้กระทั่ง -2SD (Standard Deviation หรือส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) ทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานไม่ได้เลวร้ายลงมากขนาดนั้น
ราคาหุ้นที่ลดลงมากได้ช่วยเพิ่มอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล
การปรับฐานของตลาดหุ้นรอบนี้ จึงเป็นโอกาสสำหรับการลงทุนระยะหนึ่งปีขึ้นไป สามารถเลือกเก็บหุ้นพื้นฐานดี เช่น AOT BDMS BEAUTY CK DELTA EA KCE MINT SAWAD UNIQ รวมถึงหุ้นใหญ่ที่ถูกแรงขายต่างชาติกดอยู่ เช่น SCC ADVANC INTUCH PTT KBANK BBL IRPC TOP เป็นต้น







