
ใช้กองทุนหมู่บ้านสร้างฐาน
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
“ที่จะเห็นมากขึ้นคือการลงทุนโดยเงินกองทุนหมู่บ้านในโครงสร้างพื้นฐานสำหรับชุมชน เช่น ฝาย แหล่งน้ำ ยุ้งฉาง โรงอบ ลานตาก ซึ่งตั้งแต่ 20 ม.ค.นี้ เครือข่ายกองทุนหมู่บ้านจะต้องเริ่มส่งการบ้านว่าสิ่งที่ชุมชนจะทำคืออะไร ต้องทำแบบนี้ฐานรากจึงจะเข้มแข็ง”
นี่คือคำพูดของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในระหว่างการปาฐกถาพิเศษเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2559 เมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเน้นย้ำอีกครั้งว่ากลไกกองทุนหมู่บ้านจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักที่รัฐบาลจะใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศจากระดับฐานรากชุมชน ภายใต้แนวคิดการทำงานร่วมกันระหว่างประชาชน เอกชน และรัฐบาล หรือประชารัฐ โดยจะเริ่มคิกออฟกันในเดือนนี้
ทั้งนี้ ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือน ส.ค. 2558 ที่ผ่านมา สมคิดก็ใช้กองทุนหมู่บ้านเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจระลอกแรก ด้วยการให้สินเชื่อลงไปยังหมู่บ้านผ่านธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวม 6 หมื่นล้านบาท คิดดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 2 ปี ส่วนปีที่ 3-7 คิดดอกเบี้ยต้นทุนบวก 1% โดยรัฐบาลใช้งบเพื่ออุดหนุนดอกเบี้ยให้ธนาคารทั้งสองแห่ง 2,478 ล้านบาท ซึ่งรอบแรกจำกัดสิทธิให้เฉพาะกองทุนเกรด A และ B จำนวน 5.98 หมื่นกองทุน แต่ต่อมาเนื่องจากวงเงินเหลือประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท จึงเปิดโอกาสให้แก่ผู้กองทุนฯ เกรด C และ D เข้าร่วมด้วย
แน่นอนว่า ข้อดีของกลไกกองทุนหมู่บ้าน คือ เป็นเครื่องมือทางนโยบายที่ลงไปถึงชุมชนตรงและมีประสิทธิภาพที่สุด และเมื่อผลการกระตุ้นเศรษฐกิจระลอกแรกโชว์ดัชนีความเชื่อมั่นทั้งภาคธุรกิจและภาคการบริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น สมคิดก็ประกาศแนวทางที่จะใช้กองทุนหมู่บ้านเป็นหนึ่งในเครื่องมือปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทันที
ความน่าสนใจและต้องติดตามเกี่ยวกับ “รูปแบบ” การใช้กองทุนหมู่บ้านในรอบนี้ คือการพยายามสร้างความแตกต่างว่ามีแนวทางการใช้ที่แตกต่างจากรัฐบาลที่ผ่านๆ มา เพราะทีมเศรษฐกิจภายใต้การนำของสมคิด หมายมั่นปั้นมือจะใช้กองทุนหมู่บ้านเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโต เพื่อสร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจภายในและภายนอก
“กองทุนหมู่บ้านเป็นเครื่องมือของทุกรัฐบาลไม่ว่าเป็นรัฐบาลไหนก็ใช้ ไม่ได้เป็นเรื่องน่าอายที่จะนำสิ่งที่ดีมาทำเพื่อประชาชน สิ่งที่ผมคุยกับท่านนายกฯ คือ อย่าไปกังวลว่าจะมีคนมองว่าเป็นประชานิยมเพราะมันไม่ใช่ เพราะเป็นการทำเพื่อประชาชนให้เข้มแข็ง ถ้าใครเอาไปใช้แล้วบิดเบือนเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา แต่ที่เรากำลังทำคือช่วยฐานรากจริง มีคนบอกว่ากองทุนหมู่บ้านเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ แต่ผมอยากจะบอกว่านี่คือน้ำดื่มบริสุทธิ์ ขึ้นอยู่กับคนใช้ว่าใช้ทำอะไรถ้าใช้ไปในทางที่ดีชีวิตเราก็ชุ่มฉ่ำ” สมคิด กล่าว
ส่วนแนวคิดการขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐนั้น สมคิดย้ำว่า ต้องให้ความสำคัญกับโครงการระดับตำบลและหมู่บ้านผ่านกองทุนหมู่บ้าน โครงการเหล่านั้นต้องเป็นโครงการที่เกิดจากความต้องการของชุมชนจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำให้เกิดวิสาหกิจชุมชน การท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งรัฐจะเข้าไปเป็นตัวประสานระหว่างชุมชนกับเอกชนให้เข้าไปสนับสนุนในจุดที่ตรงกับความต้องการของหมู่บ้าน ซึ่งถ้าทำสำเร็จผลดีไม่ได้เกิดผลดีเฉพาะกับเศรษฐกิจเท่านั้นแต่จะดีต่อภาคสังคมและการเมือง เพราะเมื่อประชาชนเข้มแข็งจะเกิดการเมืองที่มาจากภาคประชาชน ไม่ใช่การเมืองจากนักการเมือง
นที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) กล่าวว่า แนวคิดประชารัฐจะทำให้เกิดกองทุนหมู่บ้านในมิติใหม่ ซึ่งจะดำเนินการควบคู่ไปกับมิติเดิมที่ปัจจุบันปล่อยสินเชื่อให้กับสมาชิกเป็นรายบุคคล แต่ภายใต้แนวคิดประชารัฐจะเป็นการรวมกองทุนหมู่บ้านให้เป็นเครือข่าย เช่น รวมหมู่บ้านในตำบลเดียวกัน และร่วมกันคิดโครงการระดับตำบลขึ้นมาและเสนอมายัง สทบ.
หลังปีใหม่ 2559 เป็นต้นไป จะเริ่มทวงถามไปยังเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านแล้วว่าได้เตรียมการถึงไหนแล้ว ส่วนแหล่งเงินที่จะลงไปสู่โครงการนั้นขณะนี้ยังไม่ระบุ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของทีมเศรษฐกิจ สทบ. ทำหน้าที่เพียงเตรียมกองทุนให้พร้อมและรวบรวมแนวทางโครงการตามความต้องการของชุมชนเพื่อนำเสนอต่อทีมเศรษฐกิจและคณะรัฐมนตรีว่าสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลหรือไม่
สำหรับโครงการที่ให้เครือข่ายกองทุนหมู่บ้านเสนอเข้ามานั้น เปิดกว้างทั้งโครงการด้านการค้าพาณิชย์ อุตสาหกรรม เกษตร แต่อย่างน้อยจะต้องมีรายได้เพื่อนำกลับมาคืนกองทุน โดยคาดว่าจะนำเสนอกรอบความต้องการของเครือข่ายชุมชนให้รัฐบาลทราบภายใน 1-2 เดือนนี้ โดยหากดำเนินการครบทั่วประเทศได้ทุกตำบลจะมีกว่า 7,000 โครงการ
ด้าน สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สทบ.ได้จัดประชุมปฏิบัติการเพื่อระดมความเห็นจากเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านทั่วประเทศเพื่อทำความเข้าใจใน 3 ประเด็น คือ 1.เพื่อให้เครือข่ายกองทุนหมู่บ้านเข้าใจทิศทางนโยบายประชารัฐและกองทุนหมู่บ้านในอนาคต 2.เพื่อให้ผู้นำเครือข่ายกลับไปกระตุ้นให้ชุมชนคิดร่วมกันว่าโครงการที่ชุมชนต้องการอยู่ในรูปแบบใด ซึ่งต้องไม่ใช่โครงการในเชิงบุคคล แต่ต้องเป็นการรวมตัวเป็นกลุ่มและอยู่ภายใต้เงื่อนไขเป็นโครงการที่เหมาะกับการประชุมอาชีพของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นด้านเกษตร ปศุสัตว์ และ 3.จากนั้นนำเสนอรูปแบบโครงการที่เป็นที่ต้องการมายัง สทบ. เพื่อ สทบ.รวมรวบเสนอต่อ ครม. ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการเตรียมกองทุนให้พร้อมเมื่อรัฐบาลมีมาตรการลงไปจะได้สามารถเดินหน้าได้ทันที
“วิธีการบริหารกองทุนหมู่บ้านในแต่ละรัฐบาลต่างกันอยู่แล้ว แต่ก็เหมือนกับที่ท่านสมคิดพูดว่า ครั้งนี้ความเป็นมาของโครงการจะมาจากการระดมความคิดของคนหลายฝ่าย เพื่อเป็นกลไกช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และหัวใจสำคัญคือต้องใช้เป็นเครื่องมือช่วยประชาชนจริงๆ ไม่เหมือนอดีตที่เป็นกลไกผูกพันกับการเมือง” สุวพันธุ์ กล่าว
ปฏิบัติการประชารัฐที่สร้างฐานจากระดับรากฐานของประเทศกำลังเริ่มต้น โปรดจับตาอย่ากะพริบ...







