
หกประเด็น กับการลงทุนในปีวอก
เริ่มต้นปีวอกด้วยการที่ดัชนีหุ้นไทยปิดลบถึง 24 จุดพร้อมกับทำสัญญาณขายรอบใหม่ โดยมีหุ้นในกลุ่มมือถือที่กดดันตลาดตั้งแต่ปลายปีก่อน และยังมีแรงขายต่อเนื่องวานนี้ แต่ยังมีความหวังว่าต้นร้ายจะปลายดี อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มมือถือที่ราคาปรับลงมาชนิดที่คาดกันไม่ถึงเช่นนี้ มีโอกาสปรับลงได้อีก เหตุเพราะผลประกอบการในปีนี้ที่นักวิเคราะห์คาดกันไปแล้วว่าจะหดตัวลงเพราะต้นทุนใบอนุญาตที่แพงลิ่ว แต่ก็อาจหดตัวได้มากกว่าคาด สิ่งที่รู้คือต้นทุน แต่สิ่งที่ไม่รู้คือรายได้เพราะอยู่ที่ลูกค้าจะย้ายค่ายไปทางไหน ยิ่งในช่วงไตรมาสแรกเป็นช่วงแย่งชิงลูกค้า ผลประกอบการจะดูไม่ได้เลยทีเดียว สถานการณ์เช่นนี้ก็อาจทำให้ผู้ที่มีทุนต่ำหรือขาดทุนเล็กน้อย (ถือมานานมาก) ขายเพื่อไปตั้งหลักก่อน สำหรับผู้ที่ทุนสูง เลิกดูหุ้นกลุ่มนี้และรับปันผลไปลดต้นทุนก่อน แต่ในระยะยาว เทคโนโลยีที่ไปได้ไกลสามารถทำเงินได้อีกมาก
เริ่มต้นปีวอกด้วยการที่ดัชนีหุ้นไทยปิดลบถึง 24 จุดพร้อมกับทำสัญญาณขายรอบใหม่ โดยมีหุ้นในกลุ่มมือถือที่กดดันตลาดตั้งแต่ปลายปีก่อน และยังมีแรงขายต่อเนื่องวานนี้ แต่ยังมีความหวังว่าต้นร้ายจะปลายดี อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มมือถือที่ราคาปรับลงมาชนิดที่คาดกันไม่ถึงเช่นนี้ มีโอกาสปรับลงได้อีก เหตุเพราะผลประกอบการในปีนี้ที่นักวิเคราะห์คาดกันไปแล้วว่าจะหดตัวลงเพราะต้นทุนใบอนุญาตที่แพงลิ่ว แต่ก็อาจหดตัวได้มากกว่าคาด สิ่งที่รู้คือต้นทุน แต่สิ่งที่ไม่รู้คือรายได้เพราะอยู่ที่ลูกค้าจะย้ายค่ายไปทางไหน ยิ่งในช่วงไตรมาสแรกเป็นช่วงแย่งชิงลูกค้า ผลประกอบการจะดูไม่ได้เลยทีเดียว สถานการณ์เช่นนี้ก็อาจทำให้ผู้ที่มีทุนต่ำหรือขาดทุนเล็กน้อย (ถือมานานมาก) ขายเพื่อไปตั้งหลักก่อน สำหรับผู้ที่ทุนสูง เลิกดูหุ้นกลุ่มนี้และรับปันผลไปลดต้นทุนก่อน แต่ในระยะยาว เทคโนโลยีที่ไปได้ไกลสามารถทำเงินได้อีกมาก
ปัจจัยที่กดดัน SET Index ไม่ใช่ดอกเบี้ย Fed แต่เป็นเศรษฐกิจจีนมากกว่า ใน 3 ช่วงอดีตที่ผ่านมาที่อัตราดอกเบี้ย Fed เป็นทิศทางขาขึ้น คือในปี 1994, 1999 และ 2004 หลังจากที่ Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ตลาดหุ้นในภูมิภาคและตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงอีกประมาณ 2 เดือน โดยหุ้นไทยผันผวนและรุนแรงมากกว่า แต่เราคิดว่าสถิติในอดีตอาจใช้ไม่ได้กับการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ในครั้งนี้ เพราะตลาดหุ้นทั้งในภูมิภาคและ SET Index ต่างปรับลงมารอแล้วแทบจะตลอดทั้งปีที่ผ่านมา และเป็นระยะทางที่ลึกถึง 18-20% แต่สิ่งที่กดดันตลาดหุ้นในภูมิภาคน่าจะเป็นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ที่ชะลออย่างชัดเจนโดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของทั้งภูมิภาค และมีบทบาทต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ
ภาวะ Oversupply ของน้ำมันจะต่อเนื่องในปี 2016 แต่ลดแรงกดดันเงินเฟ้อ ปริมาณน้ำมันดิบจากอิหร่านซึ่งน่าจะเริ่มเข้าสู่ตลาดตั้งแต่ ม.ค. 2016 ขณะที่รัสเซีย อิรัก ยืนกรานไม่มีแนวโน้มลดกำลังการผลิต และกลุ่ม OPEC ยังไม่สามารถตกลงเกี่ยวกับเพดานการผลิตใหม่ช่วงครึ่งปีแรกได้ ส่วนสหรัฐได้ยกเลิกกฎหมายห้ามส่งออกน้ำมันดิบที่ใช้มานานกว่า 40 ปี บวกกับทิศทางดอลลาร์ที่แข็งค่า ปัจจัยเหล่านี้ล่วนซ้ำเติมราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก จึงเชื่อว่ากลุ่มพลังงานจะยัง Underperform ตลาดต่อไป เราแนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำคือ PTTGC (ราคาเป้าหมาย 70 บาท) และ EPG (ราคาเป้าหมาย 15 บาท
ค่าเงินบาทอยู่ในทิศทางอ่อนค่า การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ทำให้อัตราผลตอบแทนโดยเปรียบเทียบของไทยลดลง แนวโน้มกระแสเงินทุนจึงน่าจะยังไหลออก กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวจะได้ประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่า แนะนำ MINT (ราคาเป้าหมาย 36 บาท) และ BDMS (ราคาเป้าหมาย 22.50 บาท) ส่วนหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ใกล้เต็มมูลค่าแล้ว เหลือเพียง SVI (ราคาเป้าหมาย 6.40 บาท) ที่แนะนำ
อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ เราคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้น 1 ครั้งในช่วง 2H16 เป็น 1.75% ซึ่งอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพียงพอต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
การลงทุนภาครัฐเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เราคาดการณ์ GDP ปี 2016 ขยายตัว 3.3% การเติบโตหลักจะมาจากการลงทุนภาครัฐ ที่แม้จะมีสัดส่วนเพียง 7% ของ GDP แต่จะช่วยสร้างบรรยากาศและความเชื่อมั่นในประเทศ รวมถึงเป็นแรงส่งที่ดีต่อการลงทุนภาคเอกชน หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (-1% ในปี 2015) และวัสดุก่อสร้าง (+8% ในปี 2015) จะกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง รวมถึงกลุ่มธนาคารที่ Underperform ตลาดอย่างมากในปี 2015 (-28% ในปี 2015) จะกลับมาดีขึ้นเมื่อสินเชื่อขยายตัว และสถานการณ์ NPL ที่ดีขึ้น
คาดกำไรสุทธิโต 26% (ปี/ปี) จากฐานต่ำ ประเมิน SET Target 1,500 จุด เราคาดกำไรสุทธิปี 2015 หดตัว 2.8% เมื่อเทียบปีต่อปี และฟื้นตัวบวก 26.2% เมื่อเทียบปีต่อปี ในปี 2016 แต่หากตัดกลุ่มพลังงานออกไป กำไรสุทธิในปี 2015 จะเพิ่มขึ้น 4.7% และปี 2016 เพิ่มขึ้น 10.1% เมื่อเทียบปีต่อปี การเติบโตระดับ 10% ไม่ใช่ระดับที่น่าพอใจเมื่อเทียบกับในอดีตที่เติบโตปีละ 14-15% เมื่ออิง PE 16 เท่า เท่ากับ +1.2 SD ของค่าเฉลี่ยในรอบ 12 ปีที่ผ่านมา ทำให้ SET Target ปี 2016 อยู่ที่ 1,500 จุด มี Upside จากราคาปิดสิ้นปีก่อน 16% ถือว่าเป็นปีที่ดีขึ้นจากปี 2015 ที่ SET Index ให้ผลตอบแทนเป็นลบถึง 14%
อย่างไรก็ตาม ปี 2016 ยังเป็นปีที่มีความผันผวนสูงปัจจัยลบส่วนใหญ่เป็นปัจจัยต่างประเทศ การเลือกซื้อลงทุน แนะนำเลือก Selective Buy เป็นรายตัวแบบ Bottom up โดยหุ้นที่เราชอบได้แก่ ASEFA, BEM, BIG, CK, EPG, MTLS, TACC







