
เรื่องหนี้ๆ จากปีเก่า...แล้วเราจะก้าวข้ามหนี้ในปีใหม่อย่างไรดี
ปัจจุบันนี้จากตัวเลขล่าสุด เดือน มิ.ย. 2558 สถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทย รายงานโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า มียอดคงค้าง 10.71 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 6.3 แสนล้านบาท หรือมีการขยายตัว 7.90% และได้เพิ่มสูงขึ้นเป็น 80% ของจีดีพีซึ่งมีตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 13 ล้านล้านบาท และเมื่อเทียบกับเดือน มี.ค. 2558 แล้วในขณะนั้นหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีอยู่ที่ประมาณ 79.93% สัญญาณที่ดีก็คือความเร็วของการเพิ่มของหนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มลดลง
ปัจจุบันนี้จากตัวเลขล่าสุด เดือน มิ.ย. 2558 สถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทย รายงานโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า มียอดคงค้าง 10.71 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 6.3 แสนล้านบาท หรือมีการขยายตัว 7.90% และได้เพิ่มสูงขึ้นเป็น 80% ของจีดีพีซึ่งมีตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 13 ล้านล้านบาท และเมื่อเทียบกับเดือน มี.ค. 2558 แล้วในขณะนั้นหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีอยู่ที่ประมาณ 79.93% สัญญาณที่ดีก็คือความเร็วของการเพิ่มของหนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มลดลง
สาเหตุสำคัญมาจากการที่ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินต่างๆ เช่น บริษัทบัตรเครดิต บริษัทที่ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลต่างก็เพิ่มความเข้มงวดการให้สินเชื่อ มองในแง่ของการเกิดหนี้เสียก็จะพบว่า สัดส่วนการผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือนขึ้นไป (NPL) เทียบกับยอดสินเชื่อคงค้างเพิ่มขึ้นในกลุ่มสินเชื่อบุคคลภายใต้กำกับและสินเชื่อบัตรเครดิตมาอยู่ที่ 5.2% และ 3.4% หรือเพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย. 2558 ซึ่งอยู่ในระดับ 5% และ 3.2% ตามลำดับอันนี้ถือเป็นเรื่องที่ต้องให้การติดตามอย่างใกล้ชิด
ข้อมูลข่าวสารที่ออกมาในเรื่องสถานการณ์หนี้สินที่น่าเป็นห่วง ก็จะเห็นชัดในกลุ่มครูและบุคลากรด้านการศึกษา ธนาคารออมสินออกมาเปิดเผยยอดคงค้างสุทธิจากการปล่อยหนี้ครูล่าสุดมีจำนวน 4.7 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้ได้กลายเป็นหนี้เสียไปแล้ว 2,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.4% ของหนี้ที่ปล่อยให้กับครู และยังมีหนี้ที่ค้างชำระเกิน 3 เดือน ในช่วงสองเดือนสุดท้ายประมาณ 1 หมื่นล้านบาท หลายฝ่ายจึงให้ธนาคารออมสินซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่เร่งแก้ไขปัญหาโดยด่วนถึงด่วนมาก นี่คือเรื่องหนี้ๆ จากปีเก่า...
แล้วเราจะก้าวข้ามหนี้ในปีใหม่อย่างไรดี เราต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนครับ เราก่อหนี้ เราเอาหนี้มากินมาใช้ มาลงทุนแล้ว เราก็ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เราได้ทำลงไปด้วยตัวของเราเองครับ อย่าไปโทษสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัว มันไม่ทำให้หนี้เราลดลงแต่ประการใด อย่าคิดเอาหนี้ใหม่มาจ่ายหนี้เก่าหรือคิดแบบหมุนหนี้นะครับ มันอันตรายและอันตรายมากนะครับ
สูตรที่ต้องนำมาใช้ครับ 40 : 20 : 40 หมายความได้ดังนี้ครับ
ถ้าเรามีรายได้ 100 บาท/เดือน 40 บาทแรกเอาไว้ใช้จ่ายใน 30 วันครับ 20 บาทที่สองเก็บออมเอาไว้รองรัง เป็นฐานของความมั่นคงในอนาคต 40 บาทสุดท้าย คือ ยอดผ่อนหนี้ทุกอย่างต่อเดือนสูงสุดที่เราจะยอมให้เกิดกับชีวิตของเรา
ทีนี้ถ้ายอดผ่อนหนี้ต่อเดือนมันเกิน 40 บาท จาก 100 บาท ที่เป็นรายได้หรือว่ามันเกิน 40% ของรายได้แล้วละก็ เราต้องรีบไปเจรจายืดหนี้ออกไป เพื่อให้ยอดผ่อนมันลดลงมา ต้องพยายามกดดันตัวเอง วางแผนแก้ไขให้ตัวเลขสมการของ 40 : 20 : 40 เป็นไปให้ได้เร็วที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อให้สุขภาพทางการเงินของเรามีความแข็งแรง รองรับกับแรงกระแทกจากเภทภัยที่จะมาได้อย่างปลอดภัย
ในปี 2559 ที่กำลังจะก้าวเข้ามา คนที่อยู่ฐานราก ผู้มีรายได้ น้อย ผู้มีรายได้ปานกลาง หรือคนชั้นกลางที่มีหนี้ครัวเรือน สินเชื่อ บ้าน บัตรเครดิต รถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล ภาระที่ต้องผ่อนจ่ายทั้งผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และผ่อนสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ ที่ใช้ในการดำรงชีวิต จะเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้การที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มเพื่อ ให้เกิดการฟื้นตัวนั้นยาก







