
ชัยชนะที่แท้จริง
การเจรจาความร่วมมือไทย–จีน ในการลงทุนรถไฟทางคู่มาตรฐานช่วงกรุงเทพฯ-แก่งคอย-นครราชสีมา-หนองคาย และแก่งคอย-มาบตาพุด ที่มีขึ้นหลายรอบ ทำให้เกิดความสนใจของสังคมหลายประเด็น ทั้งสัดส่วนการลงทุน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และความคุ้มค่าหรือผลตอบแทนการลงทุน
การเจรจาความร่วมมือไทย–จีน ในการลงทุนรถไฟทางคู่มาตรฐานช่วงกรุงเทพฯ-แก่งคอย-นครราชสีมา-หนองคาย และแก่งคอย-มาบตาพุด ที่มีขึ้นหลายรอบ ทำให้เกิดความสนใจของสังคมหลายประเด็น ทั้งสัดส่วนการลงทุน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และความคุ้มค่าหรือผลตอบแทนการลงทุน
ปัจจุบันดูเหมือนว่าทีมรัฐบาลไทยผู้เจรจาจะใช้พลังทั้งหมดเพื่อต่อรองกับรัฐบาลจีนให้ลดดอกเบี้ยจาก 2.5% จนเหลือ 2% เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน ซึ่งก็ถือว่าเป็นจำนวนเงินไม่น้อย หากต้องกู้เงินจำนวนเป็นแสนล้านบาท
แต่ก็ไม่ได้มากเสียจนต้องถือว่าเป็นชัยชนะในการต่อรอง เพราะที่จริงแล้วเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่าเรื่องต้นทุนทางการเงิน ก็คือ เรื่องอนาคตของชาติด้านการขนส่งทางราง และการพึ่งพาตนเองให้ได้ในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง
ชัยชนะของรัฐบาลและประเทศไทยที่ควรจะเป็น คือ 1.การที่กลับมาเริ่มใช้รางขนาดมาตรฐาน หรือขนาดกว้าง 1.435 ม. ที่เราเคยใช้ตั้งแต่เริ่มต้นรถไฟไทยสมัยรัชกาลที่ 5 ก่อนที่จะถูกรื้อไปเพื่อใช้เป็นรางขนาดหนึ่งเมตรตามที่อังกฤษมาวางไว้ที่มาเลเซีย 2.การที่ไทยจะพึ่งพาเทคโนโลยีของตนเอง ในการปฏิรูประบบขนส่งทางรางของประเทศที่ถูกละเลยมานานกว่า 60 ปี และ 3.การที่หัวเมืองภูมิภาคจะถูกเชื่อมโยงกัน ให้เกิดเป็นเครือข่ายการพัฒนาเต็มรูปแบบ
รัฐบาลควรมองภาพรวม และมุ่งวิสัยทัศน์ในอนาคต ดีกว่ามัวกังวลเรื่องดอกเบี้ย หรือแม้แต่สัดส่วนการร่วมทุน
ขณะที่เสียงห่วงใยที่รัฐบาลก็ควรหาคำตอบ ต้องแยกแยะความเสี่ยงเป็น 2 เรื่องหลัก คือ 1.ความเสี่ยงด้านวิศวกรรม และ 2.ความเสี่ยงด้านการเงิน แล้วอธิบายได้ชัดทีละเรื่อง
โดยที่ความเสี่ยงด้านวิศวกรรม เช่น เรื่องแนวเส้นทาง ก็ต้องมีการสำรวจร่วมกันทั้งไทย-จีน เพราะมีหลายพื้นที่ที่เป็นอุปสรรค จึงต้องออกแบบทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด และเรื่องการกำหนดรูปแบบของรถไฟว่าจะเป็นแบบความเร็ว 160-180 กม./ชม. หรือ 250 กม./ชม. จึงต้องตอบโจทย์โดยมองทั้งเรื่องการใช้งาน และเรื่องการพัฒนาพื้นที่ตามแนวเส้นทาง
ด้านความเสี่ยงด้านการเงิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องอธิบายประชาชน อย่ามองแค่เป็นเรื่องรถไฟกับค่าโดยสาร แต่จะต้องมองถึงผลประโยชน์ตอบแทน ทั้งในเรื่องการกระจายความเจริญออกสู่ภูมิภาคที่จะสร้างงานอีกจำนวนมหาศาล การลดการกระจุกตัวของประชากรในเมืองใหญ่ และเรื่องของการท่องเที่ยวที่จะทำให้คนไทยและต่างชาติเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวได้สะดวก อีกทั้งประโยชน์ตอบแทนทางสังคม
รัฐบาลต้องประเมินจำนวนผู้โดยสารและรายได้ต่อปี ส่วนที่ขาดทุนก็ต้องเจรจากับจีน เพราะถ้าจะซื้อรถไฟจีน จีนก็ต้องช่วยค่าส่วนต่าง ไม่ควรให้ไทยแบกรับความเสี่ยงฝ่ายเดียว
และที่เห็นว่าสำคัญที่สุด แต่ไม่ได้มีการพูดถึงอย่างชัดเจน คือ เรื่อง “การดูดซับเทคโนโลยี” ที่ต้องให้ทีมจีนมาร่วมกับทีมไทยเพื่อเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีร่วมกัน
ปัจจุบันรัฐบาลจีนได้สนับสนุนงานวิจัยด้านรถไฟในมหาวิทยาลัยของจีนหลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยเจียวถงที่เมืองเฉินตู ซึ่งออกแบบรถไฟความเร็วสูงของจีน และปัจจุบันมีความสัมพันธ์กับคณะวิศวะลาดกระบัง ในการแลกเปลี่ยนอาจารย์และนักศึกษา ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลไทยควรจริงจังในการเจรจาและสนับสนุนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
หวังว่าการเจรจาต่อรองรอบใหม่ที่จะเกิดขึ้นนี้ คนไทยคงจะได้เห็นภาพชัยชนะที่แท้จริงเสียที







