posttoday
ศรีไทยหนีตลาดไทย ปักธงลุยต่างแดน

ศรีไทยหนีตลาดไทย ปักธงลุยต่างแดน

23 ธันวาคม 2558

อิ่มตัวไปเรียบร้อยสำหรับตลาดเมลามีนในประเทศไทย ส่งผลให้บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ ผู้นำตลาดต้องออกมาปรับกลยุทธ์การทำธุรกิจอย่างจริงจัง ด้วยการหันมารุกขยายธุรกิจในตลาดต่างประเทศมากขึ้น เพื่อหารายได้เสริมให้กับตลาดในประเทศที่นับวันจะมีรายได้เติบโตลดลงอย่างต่อเนื่อง

อิ่มตัวไปเรียบร้อยสำหรับตลาดเมลามีนในประเทศไทย ส่งผลให้บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ ผู้นำตลาดต้องออกมาปรับกลยุทธ์การทำธุรกิจอย่างจริงจัง ด้วยการหันมารุกขยายธุรกิจในตลาดต่างประเทศมากขึ้น เพื่อหารายได้เสริมให้กับตลาดในประเทศที่นับวันจะมีรายได้เติบโตลดลงอย่างต่อเนื่อง

สำหรับตลาดต่างประเทศที่บริษัท ศรีไทยฯ จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ กลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี หรือกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง เนื่องจากมีพรมแดนติดกับประเทศไทย ทำให้การขนส่งสินค้าเข้าไปทำตลาดทำได้ง่าย แต่ประเทศที่จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ เวียดนาม เนื่องจากเป็นประเทศที่มีประชากรมากถึง 94 ล้านคนค่าเงินก็มีเสถียรภาพ อีกทั้งธุรกิจค้าปลีกก็มีการขยายตัวในทิศทางที่ดี จึงทำให้บริษัท ศรีไทยฯ เล็งเห็นโอกาสในการเข้าไปขยายธุรกิจในประเทศเวียดนาม

สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ กล่าวว่า ตอนนี้ในประเทศเวียดนามบริษัทมีโรงงานผลิตสินค้าอยู่ 3 แห่ง ในเมืองโฮจิมินห์และฮานอย มีเครื่องจักรผลิตอยู่ 40 เครื่อง แต่ผลิตสินค้าไม่ทันกับความต้องการของลูกค้า ส่งผลให้ต้องส่งสินค้ามาผลิตในประเทศไทย หลังจากผลิตเสร็จก็จะส่งกลับไปขายในประเทศเวียดนามโดยรถบรรทุก ซึ่งในอนาคตบริษัทมีแผนที่จะใช้เส้นทางการขนส่งสินค้าจากไทยไปเวียดนาม และส่งต่อไปยังประเทศกัมพูชา เนื่องจากขั้นตอนการผ่านด่านตรวจมีความคล่องตัวกว่าส่งจากประเทศไทยโดยตรง

นอกจากจะเน้นทำตลาดในกลุ่มของสินค้าเมลามีนแล้ว ในส่วนของกลุ่มสินค้าแพ็กเกจจิ้ง ขวด กระบะพลาสติก และกล่องอาหารพร้อมรับประทาน บริษัท ศรีไทยฯ ก็มีแผนที่จะนำสินค้าดังกล่าวเข้าไปทำตลาดในประเทศเวียดนามอย่างจริงจังด้วย

ขณะเดียวกัน ก็มีแผนจะเข้าไปซื้อกิจการประเภทโรงงานพลาสติก และโรงงานผลิตแพ็กเกจจิ้งในประเทศเวียดนาม เพื่อให้ธุรกิจขยายตัวเร็วขึ้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ประกอบการจำนวน 2 ราย คาดว่าภายในปี 2559 จะสามารถซื้อกิจการโรงงานได้จำนวน 1 แห่ง ซึ่งหลังจากซื้อกิจการสำเร็จจะส่งผลให้บริษัท ศรีไทยฯ มีรายได้จากประเทศเวียดนามเพิ่มขึ้นปีละไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

จากการขยายตัวของธุรกิจในประเทศเวียดนามที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สิ้นปี 2557 ที่ผ่านมา บริษัท ศรีไทยฯ มีรายได้จากการเข้าไปทำธุรกิจในประเทศเวียดนามอยู่ที่ 1,400 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 1,600 ล้านบาท ในปี 2558 ส่วนปี 2559 บริษัท ศรีไทยฯ คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มเป็น 2,000 ล้านบาท และอีก 5 ปีข้างหน้า หรือประมาณปี 2563 จะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวเวียดนามจะขึ้นเป็นประเทศที่สร้างฐานรายได้หลักแทนที่ประเทศไทย

อย่างไรก็ดี นอกจากจะให้ความสำคัญกับตลาดประเทศเวียดนามแล้ว ในส่วนของตลาดประเทศกัมพูชา ลาว และเมียนมา บริษัท ศรีไทยฯ ก็จะหันมาให้ความสำคัญเช่นกัน เช่นเดียวกับประเทศอินเดีย เนื่องจากมีแผนที่จะเข้าไปลงทุนในเรื่องของโรงงานแล้ว บริษัท ศรีไทยฯ ยังมีแผนที่จะเข้าไปซื้อกิจการโรงงานผลิตสินค้าในประเทศอินเดียอีกด้วย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในต่างประเทศ

สนั่น กล่าวต่อว่า ในด้านของการลงทุนปี 2559 บริษัทได้ปรับลดงบจาก 1,500 ล้านบาท เหลือ 900 ล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในประเทศยังน่าเป็นห่วง แต่อย่างไรก็ตามหลังจากบริษัทเดินหน้าขยายธุรกิจในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่องทั้ง 110 ประเทศ คาดว่าอีก 5 ปีนับจากนี้น่าจะมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศอยู่ที่ 50% และในประเทศ 50% ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวคาดว่าจะมีรายได้รวมอยู่ที่ 2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2558 ที่คาดว่าจะปิดรายได้ที่ 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากต่างประเทศ 30% และในประเทศ 70%

แม้ว่าบริษัท ศรีไทยฯ จะลดความสำคัญของตลาดในประเทศ แต่ในด้านของการขยายธุรกิจยังคงเดินหน้าขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้เปิดตัวกลุ่มสินค้าเมลามีนแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ เดอะ พอตเตอร์ส เข้ามาทำตลาด เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ ซึ่งปัจจุบันได้นำเข้าจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟแล้วที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล 6 สาขา เป็นระยะเวลา 6 เดือน

ขณะที่ในปีหน้ามีแผนขยายช่องทางการจำหน่ายเพิ่ม ซึ่งหลังจากเดินหน้าขยายช่องทางขายแบรนด์เดอะ พอตเตอร์ส อย่างต่อเนื่อง คาดว่าสิ้นปี 2559 จะมีรายได้อยู่ที่ 60 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 120 ล้านบาท ในปี 2560

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน