
เปิดบัญชีกองทุนรวมและออมเงินรับปีใหม่ 2559
ในช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่นี้ K-Expert ขอหยิบยกประสบการณ์ที่เคยให้คำแนะนำการบริหารเงินส่วนบุคคลบางประเด็น เพื่อเป็นแนวทางให้ท่านผู้อ่านได้เตรียมพร้อมสร้างความมั่งคั่งรับปีใหม่ที่จะมาถึงนี้
ในช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่นี้ K-Expert ขอหยิบยกประสบการณ์ที่เคยให้คำแนะนำการบริหารเงินส่วนบุคคลบางประเด็น เพื่อเป็นแนวทางให้ท่านผู้อ่านได้เตรียมพร้อมสร้างความมั่งคั่งรับปีใหม่ที่จะมาถึงนี้
เปิดบัญชีกองทุนรวมได้แล้ว
ข้อมูลจากสมาคมบริษัทจัดการ ระบุว่า ประเทศไทยเรามีจำนวนบัญชีกองทุนรวม 4.6 ล้านบัญชี (มิ.ย. 2558) ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนแรงงานทั้งประเทศซึ่งมีอยู่ราว 38 ล้านคน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือคนไทยจำนวนมากยังไม่กล้าลงทุนนั่นเอง
จากประสบการณ์การให้คำปรึกษา พบว่าคนที่ไม่เปิดบัญชีกองทุนรวมนั้นมีหลายลักษณะ กลุ่มแรก คือ เด็กจบใหม่วัยเริ่มต้นทำงาน ซึ่งกำลังศึกษาเรื่องการลงทุน กลุ่มนี้ไม่น่าห่วงอะไรมากเนื่องจากไม่ช้าก็เร็วก็น่าจะเปิดบัญชีกองทุนรวมตามเพื่อนอยู่แล้ว กลุ่มต่อมา คือ เจ้าของกิจการซึ่งมองว่าทำธุรกิจได้กำไรมากกว่าผลตอบแทนจากการลงทุนซึ่งก็ไม่น่าห่วงเช่นกัน แต่กลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มลูกจ้างประจำหรือแม่บ้านที่เน้นการฝากเงินอย่างเดียวด้วยเหตุผลว่า “กลัวขาดทุน” จากการลงทุน กลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะมีคุณภาพชีวิตด้อยลง
หากมองในมุมที่ว่าจะการลงทุนอาจทำให้เงินต้นสูญหายได้นั้น ก็ต้องบอกว่ากลุ่มนี้คิดถูกแล้ว เพราะการลงทุนไม่ใช่การฝากเงินจึงไม่ได้รับความคุ้มครองเงินต้นที่ลงทุนไป อย่างไรก็ดีหากเราพิจารณาอีกมุมหนึ่งจะพบว่าการฝากเงินออมทรัพย์แต่เพียงอย่างเดียวนั่นแหละทำให้เราขาดทุนได้เช่นกัน ด้วยเหตุที่อัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์อยู่ในระดับต่ำเพียง 0.5% ขณะที่ค่าครองชีพโดยทั่วไปปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 2-3% แปลว่าเงินที่เรามีอยู่จะเสื่อมค่าไปเรื่อยๆ กล่าวคือ เมื่อถอนเงินออกมาแล้วจะนำไปซื้อสินค้าและบริการได้น้อยลง
กองทุนรวมจริงๆ ก็ไม่ได้น่ากลัวไปเสียทั้งหมด เนื่องจากกองทุนรวมประเภทตลาดเงิน หรือมันนี่มาร์เก็ตฟันด์นั้นถือว่ามีความเสี่ยงต่ำที่สุดในกลุ่มกองทุนด้วยกัน และที่ผ่านมาโอกาสที่มูลค่าหน่วยลงทุนจะปรับตัวลดลงนั้นมีน้อยมาก ด้วยความเสี่ยงที่แทบไม่ขาดทุนนี้ ประกอบกับผลตอบแทนที่ได้รับประมาณ 1.5-1.8% ต่อปี สูงกว่าเงินฝากถึงสามเท่าตัวนั้นก็น่าจะเป็นวิธีง่ายๆ ในการเพิ่มผลตอบแทนให้กับเงินที่เรามีอยู่ได้
สะสมเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพิ่มขึ้น
การออมเพื่อเกษียณถือเป็นเรื่องสำคัญในภาวะที่สังคมไทยกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุไปแล้วเมื่อปี 2548 และจะเป็นเรื่องที่เด่นชัดมากขึ้น ทั้งนี้ที่ผ่านมาเครื่องมือการออมสำคัญตัวหนึ่ง คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นมีข้อจำกัดเรื่องอัตราการออมของลูกจ้าง แม้ พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ฉบับเดิม) เปิดให้ออมได้ถึงร้อยละ 15 ก็ตาม แต่ด้วยเงื่อนไขที่กำหนดให้นายจ้างต้องสมทบเงินเข้ากองทุนไม่น้อยกว่าอัตราที่ลูกจ้างสะสม ทำให้นายจ้างจำนวนมากเลือกที่จะไม่จัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือทำให้นายจ้างซึ่งต้องการให้ลูกจ้างมีสวัสดิการที่ดีนั้นก็ต้องชั่งใจ โดยเลือกที่จะกำหนดเพดานอัตราเงินสะสมไม่สูงนักเพื่อช่วยให้บริษัทสามารถดำรงอยู่ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ดี ตั้งแต่เดือน พ.ย.ที่ผ่านมา พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2558 ได้แก้ไขข้อผูกมัดดังกล่าว โดยเปิดให้ลูกจ้างสามารถจ่ายเงินสะสมได้ในอัตราสูงกว่าเงินสมทบนายจ้าง (ภายใต้อัตราการสะสมร้อยละ 2-15 ของค่าจ้าง) การปรับปรุงนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการทำให้การออมเพื่อเกษียณเป็นเรื่องง่ายขึ้น เนื่องจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีคุณสมบัติสำคัญประการสองประการ คือ เป็นการหักเงินเดือนอัตโนมัติทำให้เกิดการออมอย่างสม่ำเสมอ โดยผู้ออมไม่ต้องมาคอยตัดสินใจว่าจะออมหรือไม่และออมเท่าไหร่ อีกเรื่องคือเป็นแบบแผนที่มีคนดูแล เนื่องจากกลไกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นจะมีทั้งคณะกรรมการฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และบริษัทจัดการลงทุนหารือเกี่ยวกับการให้ความรู้ถึงความสำคัญของการออมเพื่อเกษียณ รวมทั้งให้คำแนะนำการออมที่เหมาะสมอีกด้วย
ดังนั้น เราควรใช้โอกาสนี้เริ่มต้นลงทุนและออมให้มากขึ้นเพื่อความมั่งคั่งทางการเงิน ขออวยพรให้ท่านผู้อ่านมีความสุขในปีใหม่ที่จะมาถึงนี้ครับ







