
S&Pชี้จีดีพีไทยโตได้4%
เอสแอนด์พีคาดจีดีพีไทยโตได้ 3-4% ใน 3 ปีข้างหน้า ชี้ขยับเครดิต ถ้าการเมืองนิ่ง
เอสแอนด์พีคาดจีดีพีไทยโตได้ 3-4% ใน 3 ปีข้างหน้า ชี้ขยับเครดิต ถ้าการเมืองนิ่ง
สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ หรือเอสแอนด์พี คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ BBB+ และ A-2 สำหรับตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้น สกุลเงินต่างประเทศ และ A- และ A-2 สำหรับตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้น ในสกุลเงินบาท โดยให้เหตุผลว่า งบดุลของไทยและสภาพคล่องยังอยู่ในเกณฑ์ดี หนี้ภาครัฐอยู่ในระดับปานกลาง และไทยมีประวัติการใช้นโยบายการเงินและการคลังสนับสนุนความน่าเชื่อถือทางการคลัง
ขณะเดียวกัน เอสแอนด์พีคาดการณ์ว่า ไทยจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แม้ภาคการส่งออกจะปรับตัวลง แต่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันถูกและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ขณะที่การลงทุนจะปรับลดจาก 30% ของจีดีพี ในปี 2555 เหลือ 24% ต่อจีดีพี ในปีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการลงทุนของรัฐที่ล่าช้า และการลงทุนของภาคเอกชนที่อ่อนแอลง ซึ่งเอสแอนด์พี มองว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากเสถียรภาพทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม เอสแอนด์พีเชื่อว่า รัฐบาลจะสามารถรองรับผลกระทบจากความสูญเสียในโครงการจำนำข้าวได้ โดยความร่วมมือจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยคาดว่า หนี้ภาครัฐจะอยู่ที่ 26% ของจีดีพีในปี 2561 เพิ่มขึ้นจาก 20% ในปี 2555
นอกจากนี้ เอสแอนด์พียังคาดว่า จีดีพีไทยจะขยายตัวได้ 3-4% ในระยะ 3 ปีข้างหน้า ขณะที่จีดีพีต่อหัวปีนี้จะต่ำกว่า 6,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 2.1 แสนบาท แต่มาร์จิ้นของภาคธนาคารพาณิชย์อาจไม่ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้มากนัก ท่ามกลางสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่ปรับตัวสูงขึ้นจาก 100% ของจีดีพี ในปี 2552 เป็น 124% ในปีที่ผ่านมา โดยเอสแอนด์พีได้ประเมินความเสี่ยงอุตสาหกรรมธนาคารไทยที่ 6 คะแนน จาก 10 คะแนน
เอสแอนด์พีระบุด้วยว่า ภาพรวมทางเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ โดยมีความน่าจะเป็นเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่เอสแอนด์พีจะเปลี่ยนอันดับความน่าเชื่อถือของไทยใน 2 ปีข้างหน้า และเชื่อว่าไทยจะคงสภาพงบดุล รวมถึงนโยบายการคลังและการเงิน ให้แข็งแกร่งต่อไปได้ แม้ต้องเผชิญกับปัญหาความไม่มั่นคงทางการเมืองก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สถานการณ์ทางการเมืองของไทยมีความเป็นเอกภาพและปรับตัวดีขึ้น ส่งผลดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และอาจส่งผลดีต่อการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของไทย







