
ปี’59ประกันชีวิตขยาย10%
พรูเด็นเชียลฯ คาดปี 2559 ธุรกิจประกันชีวิตโตได้ไม่ต่ำกว่า 10%
พรูเด็นเชียลฯ คาดปี 2559 ธุรกิจประกันชีวิตโตได้ไม่ต่ำกว่า 10%
นายอรัน เวส ผู้อำนวยการบริหารการตลาด บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า คาดว่าธุรกิจประกันชีวิตไทยปี 2559 จะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 10% จากปี 2558 แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจไทยจะยังชะลอตัว แต่ผลจากการที่ประกันชีวิตเป็นสินค้าที่ให้ความคุ้มครอง จึงยังคงเป็นที่ต้องการของประชาชนอย่างต่อเนื่องทั้งในภาวะเศรษฐกิจดีและไม่ดี นอกจากนี้สัดส่วนของประชากรไทยที่มีประกันชีวิตยังต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้โอกาสในการเติบโตอยู่ในแนวโน้มที่ดี
“ธุรกิจประกันชีวิตเติบโตสูงกว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) มาตลอด รวมถึงปีนี้ที่ทางสมาคมประกันชีวิตไทยคาดว่าจะโต 7% เป็นการโต
กว่าจีดีพี เพราะเป็นสินค้าที่คุ้มครองความเสี่ยงในชีวิต” นายอรัน กล่าว
นายอรัน กล่าวว่า สำหรับการเข้าซื้อบริษัท ธนชาตประกันชีวิต เมื่อปี 2556 นั้น ได้ทำการควบรวมกิจการเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว ทำให้ช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านธนาคารแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันมี 3 ธนาคารพันธมิตร ประกอบด้วย ธนาคารธนชาต ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด และธนาคารยูโอบี เป็นช่องทางการขายทำได้ดีมาก รวมถึงการขายผ่านโทรศัพท์และการขายผ่านตัวแทนเติบโตทุกช่องทาง ทำให้มั่นใจว่าปี 2559 จะเป็นปีที่บริษัทจะสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งต่อไป
ทั้งนี้ จากตัวเลขของสมาคมประกันชีวิตไทย ระบุว่า 10 เดือนแรก บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) มีเบี้ยรับรวม 1.38 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% แยกเป็นเบี้ยปีแรก 3,645.2 เพิ่มขึ้น 21% เบี้ยต่ออายุ 7,284 ล้านบาท มีอัตราการต่ออายุของลูกค้าเก่าอยู่ที่ 88% เบี้ยประกันชำระครั้งเดียว หรือซิงเกิ้ลพรีเมียม 2,916.6 ล้านบาท ลดลง 33%
ขณะที่ ในช่วงเดือน ก.ค. 2559 บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) ปรับโครงสร้างเงินทุน ด้วยการลดทุนที่ชำระแล้วของผู้ถือหุ้น เพื่อตัดขาดทุนสะสมในส่วนของผู้ถือหุ้นตั้งแต่เริ่มต่อตั้งบริษัทในปี 2538 ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินงาน แต่บริษัทเริ่มมีกำไรตั้งแต่ปี 2552 ยกเว้นปี 2556 ที่เข้าซื้อกิจการของบริษัท ธนชาต การลดทุนยังทำให้บริษัทมีโครงสร้างเงินทุน ที่แข็งแรงขึ้น เพื่อรองรับความสามารถในการสร้างความเติบโตในอนาคต และเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ถือกรมธรรม์มากขึ้น โดยการลดทุนไม่ส่งผลกระทบต่อลูกค้าและไม่กระทบต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ยังอยู่ในระดับ 2 หมื่นล้านบาท
สำหรับฐานะการเงินและผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรก บริษัทมีสินทรัพย์รวม 8.06 หมื่นล้านบาท มีเงินกองทุนที่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมด 1.63 หมื่นล้านบาท เงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย 2,775 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 635 ล้านบาท







