
เฟดขึ้นดอกเบี้ยเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าต่อเนื่อง
พรวลี พิลาวรรณ ผู้ชำนาญการ งานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย
พรวลี พิลาวรรณ ผู้ชำนาญการ งานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 36.00-36.30 บาทในสัปดาห์นี้ หลังการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดที่ตลาดเฝ้ารอมานานนับปีผ่านพ้นไป ตลาดก็ผ่อนคลายความกังวลลง เพราะไม่เพียงแต่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามที่คาดแล้ว แต่ยังส่งสัญญาณชัดเจนว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปจะเป็นไปอย่างช้าๆ จากแผนภาพ “DOT PLOT” ซึ่งสะท้อนมุมมองการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการแต่ละท่านในแต่ละปีบ่งชี้ว่าคณะกรรมการมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐเหมาะสมที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งด้วยกันในปี 2016 นั่นหมายความว่าใน 1 ปีที่มีการประชุม 8 ครั้ง เฟดจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยไตรมาสละ 1 ครั้ง
ขณะที่การคาดการณ์จากตลาดดอกเบี้ยระยะสั้น ประเมินว่า เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยแค่ 2-3 ครั้งเท่านั้น
สำหรับสัปดาห์นี้คาดว่าทิศทางของตลาดการเงินน่าจะถูกขับเคลื่อนจากตัวเลขเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยเฉพาะจากสหรัฐ ทั้งการรายงานตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/2015 ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน และดัชนีการใช้จ่ายผู้บริโภค จากการที่เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มสดใสมากที่สุดเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจอื่นๆ ทำให้เงินเหรียญสหรัฐเคลื่อนไหวอยู่ในแนวโน้มที่แข็งค่าต่อไป แม้ว่าอาจมีแรงขายทำกำไรเงินเหรียญสหรัฐในช่วงสั้นๆ ออกมาบ้าง
และอีกปัจจัยสำคัญที่กำหนดค่าเงินในสัปดาห์นี้ คือ การปรับตัวของราคาน้ำมัน แม้ว่าจะเห็นการรีบาวด์กลับมาในช่วงสั้นๆ แต่ตลาดก็ยังไม่แน่ใจว่าสุดท้ายแล้วราคาน้ำมันจะยืนเหนือระดับจิตวิทยาที่ 35 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หรือต่ำกว่านั้นหรือไม่ เมื่อราคาน้ำมันยังไม่มีท่าทีที่จะกลับมาเพิ่มขึ้นมาอย่างมีเสถียรภาพ แรงกดดันต่อสกุลเงินประเทศในเอเชียจะคงมีอยู่ เนื่องจากหลายประเทศในแถบนี้เป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก ทำให้รายได้หลักของประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มลดลง และในทางอ้อมกดดันให้สกุลเงินในประเทศอ่อนค่าลงด้วย ซึ่งส่งผลต่อการปรับตัวของสกุลเงินเอเชียโดยรวม
สำหรับปัจจัยภายในประเทศท้ายสัปดาห์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจรอบใหม่วันที่ 25 ธ.ค.นี้ จากปัจจุบันคาดจีดีพีปีนี้ที่ 2.7% และปีหน้า 3.7% โดยให้น้ำหนักกับการใช้จ่ายของภาครัฐส่งผลมายังการลงทุนของภาคเอกชน ขณะที่การส่งออกจะกลับมาเป็นตัวช่วยที่ทำให้จีดีพีไทยเป็นบวกมากขึ้น จากฐานที่ต่ำในปีนี้
ในสัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนค่าลง จากระดับที่ปิดตลาดก่อนการประชุมที่ 35.93 มาที่อยู่ 36.11 และ 36.17 ในวันแรกและวันที่สองหลังการประชุมเฟด แม้ว่านักลงทุนจะตอบรับกับข่าวการขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปพอสมควรแล้ว แต่ราคาน้ำมันของสหรัฐกลับมาลดลงต่ำกว่าระดับ 35 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลอีกครั้ง กดดันสกุลเงินเอเชียโดยรวมและค่าเงินบาทด้วย ทำให้เงินบาทยังค่อนข้างหนืดและเคลื่อนไหวมาปิดตลาดที่ระดับ 36.19 บาท
ด้านเงินยูโรอ่อนค่าและปิดตลาดที่ระดับ 1.086 ขณะที่เงินเยนทยอยปรับอ่อนค่าลงหลังได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่รีบาวด์ขึ้นเล็กน้อย ทำให้ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยของนักลงทุนปรับลดลงและกลับมาซื้อเงินเหรียญสหรัฐรอทำกำไร เงินเยนกลับมาแข็งค่าที่ 121.79 เนื่องจากนักลงทุนมองว่าบีโอเจไม่ได้ขนาดการซื้อสินทรัพย์เพิ่มเติม และการเพิ่มการซื้อ ETFs ในช่วงสั้นๆ อาจเห็นผลอย่างจำกัด
ด้านอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ตลาดรองในสัปดาห์ที่ผ่านมามีความชันลดลง โดยอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ในช่วงอายุไม่เกิน 5 ปี เพิ่มขึ้น 1-5 bps ส่วนหุ้นกู้ที่อายุมากกว่าปรับลดลง 2-7 bps จากเฟดขึ้นดอกเบี้ย ส่วนผลการประชุม กนง.ของไทยที่ออกมาตามคาดการณ์ คือคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.5% ส่งผลให้สิ้นสุดสัปดาห์อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ AAA รุ่นอายุ 3 ปี เพิ่มขึ้น 5 bps อยู่ที่ 2.1% รุ่นอายุ 5 ปี เพิ่มขึ้น 2 bps รุ่นอายุ 10 ปี ลดลง 7 bps อยู่ที่ 3.2%







