posttoday
ตลาดหุ้นปี 2558 พร้อมทิศทางปีวอก

ตลาดหุ้นปี 2558 พร้อมทิศทางปีวอก

11 ธันวาคม 2558

โดย...ชญานุตม์ เหมือนเดช

โดย...ชญานุตม์ เหมือนเดช

คงยากที่จะปฏิเสธว่า ปี 2558 เป็นปีแห่งความผันผวนของตลาดการเงินโลก และได้ส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ อาทิ ตลาดหุ้นและตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้มีเพียงบางตลาดเท่านั้นที่สามารถปรับตัวเป็นบวกได้ ซึ่งหากย้อนไปดูเหตุการณ์สำคัญๆ ตลอดทั้งปีนี้ จะพบว่ามี 3 ประเด็นหลักที่สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดการเงินโลก

ประเด็นแรก ได้แก่ การดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ที่รู้จักกันดีในนาม “QE” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เริ่มตั้งแต่ต้นปีที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อัดฉีดเม็ดเงินกว่า 1.1 ล้านล้านยูโร ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ก็ยังคงมาตรการอัดฉีดไว้ที่ 80 ล้านล้านเยน/ปี ทำให้สภาพคล่องในตลาดโลกอยู่ในระดับสูงชดเชยกับเม็ดเงิน QE ของสหรัฐที่สิ้นสุดไปจึงถือเป็นปัจจัยบวกหนุนตลาดหุ้นทั่วโลก ดันให้หุ้นยุโรปพุ่งขึ้นประมาณ 8% และในเวลาเดียวกันมาตรการดังกล่าวก็กดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของประเทศในยุโรป เพื่อจูงใจให้เกิดการใช้จ่ายและการลงทุนในประเทศ ฉุดค่าเงินยูโรให้อ่อนค่าลงกว่า 2% ซึ่งตลาดมองว่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อภาคการส่งออกของยุโรป

นอกจากมาตรการเชิงปริมาณแล้ว ประเทศเกิดใหม่ต่างปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศเช่นกัน แต่มาตรการทางการเงินที่เข้มข้นในฝั่งประเทศเกิดใหม่ ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกจากตลาด ในทางตรงกันข้ามกลับมีความกังวลว่าเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้กำลังอ่อนแรงมากกว่าที่คาดไว้หรือไม่

ประเด็นที่ 2 คือ ตัวเลขเศรษฐกิจของจีนในฐานะผู้ทรงอิทธิพลต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ด้วยขนาด GDP ที่ใหญ่กว่า 10.36 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจกว่า 7% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าภูมิภาคอื่น ประกอบกับจีนมีเป้าหมายปฏิรูปเศรษฐกิจและตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง หลังจากเปิดการเชื่อมโยงตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้และฮ่องกง จึงทำให้นักลงทุนหันมาสนใจหุ้นจีนและหนุนให้ราคาหุ้นในตลาด A-share พุ่งขึ้นเกือบ 60% และ H-share พุ่งขึ้น 17% ในช่วงครึ่งแรกของปี ก่อนที่จะเกิดแรงเทขายอย่างหนักในไตรมาส 3 จากหลายปัจจัย ทำให้หุ้น A-share และ H-share ดิ่งลงกว่า 35% ในเดือน ก.ย. จากระดับสูงสุดในเดือน มิ.ย. ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับลดลงเช่นกัน

ประเด็นสุดท้าย คือ การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) หลังจากคาดการณ์มาตั้งแต่กลางปีว่า FED จะปรับขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจทยอยออกมาในเชิงบวก บ่งชี้การฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ ประกอบกับตลาดแรงงานมีความแข็งแกร่งมากขึ้น เงินทุนส่วนหนึ่งจึงไหลออกจากประเทศเกิดใหม่ไปยังสหรัฐ ทำให้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น 10.82% จากต้นปี
ขณะเดียวกันทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวขึ้น แสดงให้เห็นว่าตลาดปรับตัวเพื่อรับกับแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยไปบ้างแล้ว ทำให้ความน่าสนใจของการลงทุนในตราสารหนี้ลดลง แต่อย่างไรก็ตามอัตราเงินเฟ้อที่ถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำและความผันผวนในตลาดโลกทำให้สหรัฐเลื่อนการปรับขึ้นดอกเบี้ยออกไปก่อนที่ล่าสุดผลสำรวจของ Bloomberg พบว่า กว่า 70% ของนักวิเคราะห์คาดว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.นี้

สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นปี 2558 ในแต่ละภูมิภาค ตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น สามารถกลับมาเป็นบวกได้ แม้จะเผชิญความผันผวนอย่างหนักตลอดทั้งปี แต่ในแง่ราคาก็ถือว่าหุ้นกลุ่มประเทศนี้ค่อนข้างแพง โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐ ส่วนตลาดฝั่งเอเชียโดยรวมติดลบ แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตอยู่ ทั้งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการปฏิรูปประเทศของภาครัฐ รวมทั้งระดับราคาที่ยังน่าสนใจ

ขณะที่สินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองคำในปีนี้ปรับตัวดีขึ้นจากต้นปีประมาณ 13% จากความผันผวนในตลาดโลกทำให้มีความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น แต่ในระยะต่อไปตลาดทองคำอาจดูไม่ค่อยสดใสนัก สืบเนื่องจากแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นกดดันราคา ประกอบกับเงินเฟ้อทั่วโลกยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนด้านราคาน้ำมันปรับตัวลดลงถึง 21.88% จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นผู้บริโภครายใหญ่ และอุปทานน้ำมันที่ล้นตลาดกดดันราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง

ส่วนแนวโน้มในปี 2559ความผันผวนในตลาดจะยังอยู่ในระดับสูงต่อไปจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ จังหวะการปรับขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐ นโยบายทางการเงินที่สวนทางกัน และความเสี่ยงในตลาดเกิดใหม่

ผู้ลงทุนจึงควรเตรียมพร้อมรับมือ โดยเน้นการคัดเลือกหุ้น และคัดเลือกตลาดที่ผลกำไรมีแนวโน้มเติบโตดี เพื่อสร้างผลตอบแทนในภาวะที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง นอกจากนี้ การลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามภาวะตลาดมากนัก หรือมีความเสี่ยงต่ำกว่าตลาด ด้วยกลยุทธ์แบบ Minimize Volatility ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะมีบทบาทสำคัญในปีหน้านี้ ทั้งนี้ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลการลงทุนอย่างรอบคอบและติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตลาดอย่างใกล้ชิดด้วยเช่นกัน

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ